จากสถานการณ์ COVID-19 ทำให้คนต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตการทำงานเป็น Work From Home หรือ Work From Anywhere เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย หลายบริษัทเริ่มประกาศให้พนักงานกลับมาทำงานตามปกติ แต่พนักงานจำนวนไม่น้อย ต้องการการทำงานรูปแบบ Hybrid Working
ผลสำรวจที่ JobStreet และ JobsDB ภายใต้กลุ่มบริษัท SEEK ได้จัดทำร่วมกับ Boston Consulting Group (BCG) และ The Network เผยว่าประเทศไทยมีผู้สมัครงานมากถึง 72% ต้องการการทำงานแบบ Hybrid Working ซึ่งตัวเลขสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกถึง 18%
การสำรวจครั้งนี้ มีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามรวม 97,324 คน จากอินโดนีเซีย ฮ่องกง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และประเทศไทย โดยพบว่า 34% ของผู้ตอบแบบสอบถามกำลังมองหางานใหม่ เหตุผล 3 อันดับแรกที่ทำให้ผู้สมัครงานเริ่มมองหางานใหม่คือ
49% ต้องการมองหาตำแหน่งที่น่าสนใจกว่าหรือตำแหน่งสูงขึ้นกว่าเดิม
30% งานที่ทำอยู่ปัจจุบันมีโอกาสในการเติบโตน้อย
27% เงินเดือนและสวัสดิการในปัจจุบันยังไม่น่าพอใจ

นอกจากนี้ สิ่งที่ผู้สมัครงานให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ พบว่า
77% ต้องการงานที่มั่นคง และมีสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดี มีเวลาให้ครอบครัว เพื่อน และงานอดิเรก
55% ต้องการทำงานในบริษัทที่ดี และเติบโตสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น
32% ต้องการมีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเป็นของตน
24% ต้องการทำงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หัวข้อหรือเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้น
17% งานไม่ได้เป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิต แต่เป็นหนทางสู่อิสรภาพทางการเงิน หรือทำงานเลี้ยงชีพ
17% ต้องการลองทำงานที่แตกต่างจากเดิม โดยพัฒนาสู่อาชีพใหม่
11% ไม่ได้คิดเกี่ยวกับความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่พร้อมจะเติบโตหากมีโอกาส
10% ต้องการทำงานชั่วคราวที่มั่นคงและทำธุรกิจส่วนตัวไปพร้อมกัน
10% ต้องการเปลี่ยนงานและบริษัทหลายครั้งแต่อยู่ในสายธุรกิจเดิม
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับปัจจัยที่ทำให้ผู้สมัครงานใช้ตัดสินใจเมื่อหางานใหม่ ซึ่งประเทศไทยพิจารณาเรื่องค่าตอบแทนและความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานเป็นอันดับต้นๆ
13% ค่าตอบแทน (เงินเดือน โบนัส)
11% ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน
9% สถานที่และเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่น
8% จำนวนวันลา / วันหยุด
8% ความมั่นคงของงาน
7% ประกันและสิทธิประโยชน์หลังเกษียณ
7% เนื้องานที่น่าสนใจ
7% โอกาสเรียนรู้และเติบโตในงาน
6% ความสัมพันธ์กับผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่า
6% นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ JobsDB Thailand กล่าวว่า “ตลาดแรงงานไทยนับเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ตำแหน่งงานที่ได้รับการเสนองานบ่อยเป็นอันดับ 1 ไม่ใช่สายงานด้านไอที แต่เป็นสายงานผู้ใช้แรงงาน และภาคธุรกิจบริการ มองว่าประเทศไทยยังคงต้องการบุคลากรในสายงานไอทีเป็นจำนวนมาก สะท้อนจากจำนวนการเสนองานต่อสัปดาห์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมล้วนปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน”

นอกจากนี้ ผลสำรวจได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้สมัครงานในประเทศไทยต้องการถูกจ้างงานอย่างไร
ซึ่งเมื่อผู้สมัครสนใจในงาน สิ่งแรกที่ดูในประกาศรับสมัครงาน พบว่า
12% ข้อเสนอให้ทำงานพาร์ทไทม์
10% ข้อเสนอให้ทำงานทางไกล
10% ค่าตอบแทน/เงินเดือน
7% สถานที่
6% เนื้องาน
อะไรคือสิ่งสำคัญในประกาศรับสมัครงานที่ดี
31% ระบุช่วงเงินเดือน
26% คำอธิบายงานชัดเจน
24% ชื่อตำแหน่งงานน่าสนใจ
22% อธิบายขั้นตอนการสมัครอย่างโปร่งใส
19% ตัวเลือกการทำงานที่ยืดหยุ่นได้
ผู้สมัครงานจะหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานที่สนใจอย่างไร
67% เว็บไซต์ขององค์กร
66% ค้นหาจากเสิร์ชเอนจิน
50% โซเชียลมีเดียเกี่ยวกันอาชีพ
42% ความคิดเห็นเกี่ยวกับบริษัทในแพลตฟอร์มหางาน
32% สอบถามจากพนักงาน
สิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการโดดเด่นระหว่างการคัดเลือก
59% กระบวนการที่ราบรื่นและเวลาที่เหมาะสม
58% บทสนทนาที่จริงใจไม่พยายามเสนอขายมากเกินไป
54% พนักงานฝ่ายบุคคลที่มีความรับผิดชอบและมีความสามารถ
50% แสดงความสนใจในตัวผู้สมัคร
50% ตอบกลับทันทีหลังขั้นตอนการคัดเลือก
วิธีคัดเลือกที่ผู้สมัครต้องการ
65% สัมภาษณ์ออนไลน์หรือทางโทรศัพท์กับหัวหน้างาน
65% สัมภาษณ์แบบเผชิญหน้ากับหัวหน้างาน
60% สัมภาษณ์ออนไลน์หรือทางโทรศัพท์กับบริษัทจัดหางาน
58% สัมภาษณ์แบบเผชิญหน้ากับบริษัทจัดหางาน
55% ทดสอบความสามารถหรือความรู้ออนไลน์
52% แบบทดสอบบุคลิกภาพออนไลน์
48% พูดคุยต่อหน้าแบบสบาย ๆกับเพื่อนร่วมงานในอนาคต
48% สาธิตหรือแสดงตัวอย่างงาน
47% ประเมินผลงานสำคัญรายบุคคล
46% สัมภาษณ์ออนไลน์หรือทางโทรศัพท์กับเพื่อนร่วมงาน
44% แสดงผลงานในช่วงทดลองงาน
32% เรียงความหรือจดหมายแสดงแรงจูงใจ
31% สัมภาษณ์อัตโนมัติโดย AI
29% วีดิโอแนะนำตนเอง
สิ่งที่ทำให้ผู้สมัครปฏิเสธ แม้ข้อเสนองานดี
35% ประสบการณ์เชิงลบระหว่างขั้นตอนการคัดเลือก เช่น คำถามเลือกปฏิบัติ ไม่สามารถเข้ากับผู้สัมภาษณ์ได้ และอื่นๆ
34% กระบวนการคัดเลือกที่ไม่เป็นมืออาชีพ เช่น ช้าเกินไป ไม่เป็นระเบียบ และอื่น ๆ
23% ขาดความยืดหยุ่นในการปรับข้อเสนอ ให้ตรงกับความต้องการ
12% กังวลเกี่ยวกับภาระงานที่เพิ่มขึ้นและความเครียดจากการเปลี่ยน
9% สถานที่ทำงานไม่มั่นใจในวัฒนธรรมและค่านิยมองค์กร
แล้วผู้ประกอบการสามารถจูงใจให้ผู้สมัครรับข้อเสนอได้อย่างไร
63% เปิดโอกาสให้เจรจา
58% ให้เวลาในการตัดสินใจ
43% โทรศัพท์จากหัวหน้างานในอนาคตเพื่อโน้มน้าวให้รับข้อเสนอ
35%เยี่ยมชมสถานที่ทำงาน
25% ติดต่อและสอบถามเกี่ยวกับการตัดสินใจ
สรุป ผู้สมัครงานในประเทศไทยต้องการถูกจ้างงานอย่างไร
1. กระบวนการสรรหาที่ราบรื่นและรวดเร็วเป็นปัจจัยอันดับแรกที่จะสร้างความแตกต่าง ซึ่งขั้นตอนการสรรหาที่ราบรื่นและระยะเวลาเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการมีความโดดเด่น และพบว่าผู้สมัครงานจะปฏิเสธข้อเสนองานที่น่าดึงดูดหากพวกเขาเผชิญกับประสบการณ์เชิงลบ
2. คนส่วนใหญ่ต้องการทราบถึงช่วงเงินเดือนตั้งแต่เริ่มกระบวนการ คิดเป็น 31% ของผู้ตอบแบบสำรวจ
3. แพลตฟอร์มการจัดหางานเป็นช่องทางยอดนิยมที่ใช้ในการสมัครงาน ในขณะเดียวกันคำแนะนำของเพื่อน ก็ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกระตุ้นความสนใจคนที่ไม่ได้กำลังมองหางานให้เริ่มหางาน
4. เครื่องมือดิจิทัลเพื่อช่วยในการคัดสรรพนักงานที่ล้ำสมัยในปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแม้กระทั่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หลายคนชอบการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในช่วงกระบวนการคัดสรรบุคลากร โดยมีเพียง 24% ที่ระบุว่ารู้สึกสบายใจกับการเข้าร่วมการสัมภาษณ์อัตโนมัติที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการสัมภาษณ์
5. การลงประกาศรับสมัครงานที่ดีต้องชัดเจน โปร่งใส ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และการสัมภาษณ์ที่ดีต้องเป็นการ
สนทนาที่ตรงไปตรงมา ไม่พยายามนำเสนอข้อมูลบริษัทเกินความจำเป็น
6. ผู้สมัครบางคนรู้สึกยินดีกับการให้พื้นที่และเวลาในการตัดสินใจ ซึ่งผู้หางานส่วนใหญ่คาดหวังการเจรจาต่อรองอย่าง
ตรงไปตรงมา และยินดีที่จะได้รับการติดต่อจากหัวหน้างานในอนาคตขณะทำการตัดสินใจ

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ
1. ก้าวข้ามอคติเพื่อเพิ่มกลุ่มผู้สมัครงานที่มีความสามารถ มองว่าทักษะและทัศนคติสำคัญกว่าใบปริญญา สถานที่ หรือประสบการณ์ ควรมองให้ไกลกว่าความนิยมของตลาดและมหาวิทยาลัย จ้างงานคน 70% ที่เหมาะสมกับองค์กร และฝึกฝนอีก 30% ที่เหลือ หรือร่วมมือกับโครงการบูรณาการสำหรับประชากรที่ขาดโอกาสเพื่อพัฒนาให้กลายเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถ
2. ปรับวิธีการเพื่อให้เข้าถึงผู้สมัครที่แตกต่างกัน มองว่าขั้นตอนการสรรหาเพียงแบบเดียวอาจไม่เหมาะกับทุกคน
และปรับการนำเสนอให้สอดคล้องตามข้อมูลที่ได้มา
3. เครื่องมือทางดิจิทัลนั้นมีประโยชน์แต่เลือกใช้ให้เป็น ซึ่งดิจิทัลโซลูชันช่วยให้การสรรหาบุคลากรราบรื่นและรวดเร็วขึ้น แต่ก็อาจส่งผลต่อประสบการณ์ของผู้สมัครได้เช่นกัน ควรนำเครื่องมือและซอฟท์แวร์มาใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสม
4. สร้างความมั่นใจด้วยความประทับใจระหว่างการสรรหา เพราะการตอบรับข้อเสนองานเป็นการตัดสินใจส่วนตัวที่จะกำหนดชีวิตคนๆ หนึ่งในอีกหลายปีข้างหน้า ดังนั้นการสนทนาอย่างจริงใจและโปร่งใส การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานในอนาคต รวมถึงคำแนะนำจากเพื่อน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้สมัคร
5. วัฒนธรรมองค์กรที่ใช่ ผู้ประกอบการต้องแน่ใจว่าวัฒนธรรมองค์กรเป็นไปตามความคาดหวังของผู้หางานยุคใหม่ เงินเดือนที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่พวกเขามองหาในระยะยาวคือความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานที่ดีและความยืดหยุ่น ซึ่งอาจรวมถึงการทำงานจากที่บ้าน การสนับสนุนจากหัวหน้างานและสวัสดิการสำหรับครอบครัว
6. ปลดล็อกผู้มีความสามารถภายในบริษัท เหตุผลหลักที่ผู้คนมองหางานใหม่คือความก้าวหน้าในอาชีพและโอกาสในการเติบโต สิ่งสำคัญคือการพัฒนาศักยภาพของพนักงานที่มีอยู่ให้ได้สูงสุด โดยการเตรียมเส้นทางการเติบโตในสายงานและเครื่องมือสนับสนุน (เช่น การจ้างงานภายในองค์กรโปรแกรมการย้ายตำแหน่งงาน และอื่น ๆ)
สิ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรทำ
1. อย่าตกใจเมื่อผู้สมัครเริ่มต่อรอง ปัจจุบันผู้สมัครมีแนวโน้มที่จะได้รับข้อเสนอจากหลายองค์กร ดังนั้นผู้หางานจึงคาดหวังผู้ประกอบการที่เปิดกว้างและเตรียมพร้อมสำหรับการเจรจา
2. อย่าละเลยเว็บไซต์ขององค์กร แม้จะเป็นยุคของโซเชียลมีเดีย แต่เว็บไซต์ขององค์กรก็ยังเป็นช่องทางที่นิยมของ
ผู้สมัครในการหางานและหาข้อมูลบริษัท ผู้ประกอบการควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์องค์กรนำเสนอเนื้อหาที่น่าดึงดูดใจและทันสมัย
3. การสรรหาเป็นการสื่อสารสองทาง ผู้หางานส่วนใหญ่ปฏิเสธข้อเสนอที่ดี หากมีประสบการณ์เชิงลบระหว่างกระบวนการสรรหา ในระหว่างขั้นตอนการสรรหา พวกเขาประเมินผู้ประกอบการเช่นเดียวกับที่ผู้ประกอบการประเมินพวกเขา หัวหน้างานและผู้สรรหาควรคำนึงถึงความประทับใจที่มอบให้ผู้สมัคร
4. อย่าดูถูกการบอกต่อ คำแนะนำจากเพื่อนหรือคนรู้จักเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการโน้มน้าวให้ผู้สมัครสนใจ ผู้ประกอบการสามารถใช้โปรแกรมแนะนำเพื่อนหรือคนรู้จักของพนักงานภายในองค์กร เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการสรรหาบุคลากร
5. อย่าใช้คำที่คลุมเครือ ผู้สมัครให้ความสนใจกับความจริงใจโปร่งใส และชัดเจน พวกเขาต้องการทราบถึงรายละเอียดที่สำคัญของงาน เช่น เงินเดือน สิ่งที่ต้องรู้ล่วงหน้า ใส่ข้อมูลที่สำคัญทั้งหมดอย่างชัดเจน เพื่อช่วยประหยัดเวลา
และลดความผิดหวังทั้งสองฝ่าย
6. ไม่ต้องรอผู้สมัครติดต่อกลับ หลังแจ้งข้อเสนอผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะรับข้อเสนอ หากผู้ประกอบการติดต่อไปเพื่อพูดคุย หรือได้รับรู้บรรยากาศของสถานที่ทำงานล่วงหน้า ผู้ประกอบการไม่ควรคิดว่ากระบวนการสรรหาจบลงที่ขั้นตอนเสนองานเท่านั้น
อ่านรายงานผลสำรวจสิ่งที่ผู้สมัครอยากให้ผู้ประกอบการรู้: อนาคตแห่งการจ้างงาน และการสรรหาที่เปลี่ยนไป ฉบับเต็ม

อ่านรายงานผลสำรวจสิ่งที่ผู้สมัครอยากให้ผู้ประกอบการรู้: อนาคตแห่งการจ้างงาน และการสรรหาที่เปลี่ยนไป
ฉบับเต็ม