ผู้บริหารจระเข้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการผลิตและจำหน่ายสินค้าเพื่องานก่อสร้าง นำทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน LEED ตอบสนองความต้องการสร้างอาคารเขียวในอนาคตของประเทศไทย ชี้แม้เศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก แต่พื้นฐานของไทยยังดี เชื่อภาครัฐเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะส่งผลดีต่อการเติบโตเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม
พงษ์พันธุ์ ประทีปมโนวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำในการผลิตและจำหน่ายสินค้านวัตกรรม เพื่องานก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่ง กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 27 ปี ผลิตภัณฑ์จระเข้มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากตลาด และด้วยวิสัยทัศน์และแนวคิด Innovation for your family’s happiness บริษัทฯ จึงได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ หลายปีที่ผ่านมาการพัฒนาผลิตภัณฑ์จระเข้จะเน้นการผลิตจากวัสดุจากธรรมชาติเป็นหลัก ประกอบกับผู้คนให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพมากยิ่งขึ้น มีการนำมาตรฐานGreen Standard มาใช้ในการสร้างอาคาร ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งาน ล่าสุดในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของจระเข้ ได้ผ่านเกณฑ์การประเมินจาก Leadership in Energy and Environmental Design หรือ LEED ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเกณฑ์สำหรับการประเมินอาคารเขียวที่นิยมใช้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยอาคารที่ต้องการการรับรองเป็นอาคารเขียวจาก LEED สามารถใช้ผลิตภัณฑ์จระเข้ที่ผ่านมาตรฐานในการเพิ่มคะแนนได้
ทั้งนี้ การที่บริษัทเป็นของคนไทย 100% จะได้รับการยอมรับและความน่าเชื่อถือจากผู้บริโภค หรือเจ้าของโครงการ ต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าสินค้าได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล เดิมมาตรฐานหลักของบริษัทจะเป็นไปตามมาตรฐาน ANSI ของสหรัฐอเมริกา การผ่านเกณฑ์มาตรฐาน LEED ในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าอีกทางหนึ่งถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์จระเข้
พงษ์พันธุ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์จระเข้แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มกาวซีเมนต์ ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้นำตลาดในกลุ่มนี้และเป็นเจ้าแรกที่มีการใช้ถุงสีเป็นตัวกำหนดเกรดสินค้า เช่น กาวซีเมนต์ จระเข้เขียว, กาวซีเมนต์ จระเข้แดง, และกาวซีเมนต์ จระเข้ทอง มีอัตราการเติบโต 10% ต่อปี กลุ่มกาวยาแนว สินค้าเด่นในกลุ่มนี้คือ กาวยาแนว จระเข้ พรีเมียมพลัส ซึ่งบริษัทฯ เป็นเจ้าแรกในประเทศไทย ที่นำสาร Microban เข้ามาใช้กับผลิตภัณฑ์นี้ ช่วยยับยั้งการเกิดราดำ โดยกลุ่มนี้มีอัตราการเติบโตมากกว่า 15% ต่อปี กลุ่มเคมีภัณฑ์ สำหรับงานซ่อมสร้างทุกหมวด ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์กันซึม ผลิตภัณฑ์ซ่อมแซมโครงสร้าง ผลิตภัณฑ์แต่งผิวผนัง อุปกรณ์อุดยาแนว และยึดติด โดยกลุ่มนี้มีอัตราการเติบโตมากที่สุด เพราะมีผลิต ภัณฑ์ที่ครอบคลุมทั้งงานสร้างใหม่และงานปรับปรุงซ่อมแซมอาคาร กลุ่มวัสดุตกแต่ง เครื่องมือ อุปกรณ์การปูกระเบื้อง จระเข้ อาทิ คิ้วจระเข้ พลัส ไมโครแบน เครื่องตัดและเจาะกระเบื้อง สุดท้ายกลุ่มสี เป็นสีแนวคิดใหม่ Natural Color ใช้วัสดุจากธรรม ชาติ ต่างจากผลิตภัณฑ์สียี่ห้ออื่นๆ ในท้องตลาดที่ผลิตจาก Acrylic ทำให้สีของจระเข้ ดีต่อสุขภาพ เพราะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย
“สภาพเศรษฐกิจที่เกิดการชะลอตัวในขณะนี้ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่ประสบปัญหา แต่เกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลก แต่เชื่อว่าด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีของไทย จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะภาครัฐ มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ทำให้ส่งผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมก่อสร้างในอนาคต ในส่วนของบริษัทนั้น จะให้ความสำคัญกับตลาดภาครัฐมากขึ้น มุ่งเน้นกการขยายตลาดเพิ่มผลิต ภัณฑ์ เพื่อตอบสนองงานพวกรถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้ในปัจจุบันของบริษัท จะมาจากภาคเอกชน 80% แต่จากการที่บริษัทขยายตลาดไปในภาครัฐมากขึ้น เชื่อว่าการเติบโตโดยภาพรวมของบริษัทรายได้ในอนาคตจะมาจากเอกชน 60% ภาครัฐ 40% ซึ่งไม่ใช่การลดสัดส่วนการทำตลาดแต่อย่างใด” พงษ์พันธุ์ กล่าวในที่สุด