ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ “โค้ก” พัฒนา Packaging ให้มีหลากหลายรูปแบบ ขนาด และราคา เพื่อรองรับทั้งการบริโภคแบบ Single Serve หรือการบริโภคคนเดียว กับแบบ Multi-serve หรือการบริโภคกันหลายคน
อย่างในประเทศไทย บรรจุภัณฑ์โค้ก มีตั้งแต่รูปแบบกระป๋องขนาด 240 มล. ขนาด 325 มล. รูปแบบขวดแก้วขนาด 6.5 ออนซ์ 10 ออนซ์ และ 15 ออนซ์ หรือโค้กพี่บิ๊ก และ 1 ลิตร รูปแบบขวด PET เช่น ขนาด 450 มล. 500 มล. 590 มล. 1.25 ลิตร และ 1.5 ลิตร
ไม่เพียงเท่านั้น มุมมองต่อตัวแพ็กเกจจิ้งของโค้ก ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตลาดได้ไม่น้อย เพราะแพ็กเกจจิ้งของโค้ก ไม่ได้เป็นแค่ตัวที่เข้ามาช่วยห่อหุ้มสินค้าที่อยู่ข้างในเท่านั้น แต่มันยังกลายร่างเป็นเครื่องมือทางการ ตลาดชั้นดี โดยเฉพาะกับการเป็นมีเดียที่เข้ามาช่วยเอนเกจลูกค้าให้เกิดความผูกพันกับแบรนด์จนก้าวข้ามสู่การเป็นแบรนด์เลิฟของพวกเขา
กลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์ที่โค้กใช้มาใช้ก่อนหน้านี้ในช่วง 7 – 8 ปีที่ผ่านมา จะเป็นเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริโภค โดยแนวคิดในเรื่องนี้เกิดขึ้น และถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้บริโภคทั่วโลกมีความวิตกกังวลในหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และการก่อการร้าย จึงไม่มีอะไรดีไปกว่าการเข้าไปเป็นกำลังใจให้กับพวกเขาเพื่อผลักดันให้แบรนด์โค้กเข้าไปยืนเคียงข้างผู้บริโภค
ก่อนหน้านั้น โค้กใช้สโลแกน Open Happiness - เปิดโค้กซ่า เปิดความสุข เป็นแนวคิดหลักในการสื่อสารแบรนด์ โดยมีแคมเปญออกมาหลากหลายแคมเปญในรูปแบบของการเปิดความสุข หรือส่งมอบความสุขให้กับผู้บริโภคในทั่วโลก สิ่งหนึ่งที่โค้กหยิบมาใช้ก็คือ การกระตุ้นให้เกิดการบอกต่อในโลกออนไลน์ เพื่อสร้างเป็นกระแสให้ถูกพูดถึงแบบ “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์”
แน่นอนว่า ย่อมจะมีกลยุทธ์ที่เข้ามาเล่นกับตัวแพ็กเกจจิ้ง และที่ฮือฮาที่สุดก็คือ การทำแคมเปญ “Share a Coke” ที่โค้กทำในหลายประเทศทั่วโลก โดยจะมีการพิมพ์ชื่อยอดนิยมของคนไทยไว้ที่ข้างแพ็กเกจจิ้ง เพื่อส่งต่อให้คนที่คุณรัก
แคมเปญ Share a Coke เริ่มต้นที่ประเทศออสเตรเลียในปี 2554 เป็นประเทศแรก ด้วยการพิมพ์ชื่อคนออสเตรเลียที่นิยมนำมาตั้งชื่อมากที่สุด 150 ชื่อ ตัวอย่างชื่อ เช่น Luck, Kate, Matt, Rebecca, Joel, Vanessa, Anna ฯลฯ โดยครีเอทีฟเจ้าของไอเดียนี้ก็คือ โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ที่คิดแคมเปญนี้เพื่อต้องการให้ผู้บริโภครู้สึกสนุกในการหาชื่อคนรู้จัก และรู้สึกสนุกที่ได้เอาขวดโค้กที่มีชื่อนั้นไปแชร์กัน ผลที่ตามมา พบว่าโค้กประสพผลสำเร็จ เพราะบางคนก็เจอชื่อตัวเอง หรือชื่อเพื่อน ทำให้เกิดการบอกแชร์ต่อ ส่งผลให้ยอดเฟสบุ๊คแฟนเพจในออสเตรเลียโตขึ้น 39% การ Talk about this เป็นลำดับที่ 23 ของโลก และมีการแชร์กระป๋องโค้กถึง 76,000 ครั้ง!
กลยุทธ์ในรูปแบบดังกล่าวได้กลายเป็นกระแส “ไวรัล” เกิดการแชร์ในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว โดยมีการทำแฮชแท็ก #coke #shareacketh ในเฟสบุ๊ค และ Instagram มีทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ ต่างแชร์ชื่อตนเองหรือคนรู้จัก ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะโค้กสามารถทำให้แพ็กเกจจิ้งกลายมาเป็นฟรีมีเดียที่ถูกแชร์ไปอย่างมากมายในหมู่คนบนโลกออนไลน์
สิ่งที่ตามมาก็คือ โค้กไม่เพียงแต่ได้ในเรื่องของเอนเกจเม้นต์กับแฟนๆ ของโค้กเพิ่มขึ้นจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังสามารถเข้าไปนั่งในใจของผู้บริโภคได้ เพราะการเปิดให้แบรนด์โค้กสามารถเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวบนสื่อสังคมออนไลน์ของพวกเขาได้นั้น นั่นหมายถึงการเปิดกว้างรับเอาแบรนด์โค้กเข้าไปเป็น 1 ในแบรนด์ขวัญใจของพวกเขา
ถือเป็นอีกลูกเล่นทางการตลาดที่เข้ามาทำให้ตัวแพ็กเกจจิ้ง เป็นมากกว่าตัวที่ห่อหุ้มเนื้อในของสินค้า....