หากมองเข้ามาที่ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ปัจจุบันมีมูลค่าเกือบแตะ 17,000 ล้านบาทแล้ว จะพบว่า ตลาดนี้มีฐานการบริโภคที่ค่อนข้างจะแมส ขณะที่การทำตลาดสินค้าประเภทนี้มีการแข่งขันกันค่อนข้างจะรุนแรง ทำให้มาร์จิ้นของสินค้าตัวนี้มีออกมาค่อนข้าง “บาง” เรื่องของอีโคโนมี่ ออฟ สเกล จึงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะต้องขายในปริมาณมากเพื่อให้ได้กำไรในจุดที่พอใจ
อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่มีการมองกันว่า ตลาดค่อนข้างจะอิ่มตัว เนื่องจากคนไทยทั่วประเทศจะบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตกวันละ 6 – 7 ล้านซอง โดยที่อัตราการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อหัวของผู้บริโภคชาวไทยอยู่ที่ประมาณ 49 ซองต่อปี ส่วนประเทศเกาหลีอยู่ที่ 76 ซอง เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านเราอย่างเวียดนามที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประมาณ 52.6 ซองต่อปี ส่วนอินโดนีเซียมีตัวเลขการบริโภคเฉลี่ย 50.5 ซอง/คน/ปี
ตัวเลขบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเฉลี่ยของคนไทยที่อยู่ที่ 49 ซอง/คน/ปี เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นไม่มากนักจาก 2 – 3 ปีก่อนหน้าที่ถูกมองว่า เมื่อตัวเลขการบริโภคเฉลี่ยขึ้นไปแตะที่ 46 – 47 ชิ้นต่อปี จะทำให้ตลาดอิ่มตัว การเติบโตมีไม่สูงนัก
ที่น่าสนใจก็คือ ความพยายามในการขยายฐานการเติบโตให้ยังคงมีออกมาอย่างต่อเนื่องของผู้เล่นหลักทั้ง 3 รายคือ มาม่า ไวไว และยำยำ ที่พยายามแตกเซ็กเม้นต์ใหม่ๆ ออกมาทั้งในแง่ของรสชาติ และบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ตลาดยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเติบโตในแง่ของแวลู่
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ การเลือกวางในเรื่องของ Price Strategy ที่หลากหลาย เพื่อให้แมตช์กับการบริโภคของลูกค้าในแต่ละเซ็กเม้นต์ ทำให้วันนี้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้มีแค่การขายในราคา 6 บาท กับสินค้าแบบซอง แต่ยังมีการวางราคาที่หลากหลายออกไป เราลองมาดูกันว่า ตลาดนี้มีการแบ่งออกมาอย่างไรบ้าง