สิ่งที่คาร์ลสเบิร์ก ต้องทำในอันดับแรกของการกลับมาในครั้งนั้นก็คือ การปรับแพ็กเกจจิ้งของตัวเองใหม่ โดยเปลี่ยนสีขวดจากสีน้ำตาลที่เคยใช้ในช่วงแรก และเป็นสีขวดที่ใช้ในทั่วโลก มาเป็นสีเขียวตามแบบฉบับของเบียร์พรีเมียม
โดยเมืองไทยถือเป็นประเทศแรกที่คาร์ลสเบิร์กมีการปรับเปลี่ยนใหม่แบบถอดด้าม และใช้ในทั่วโลกจนตราบเท่าทุกวันนี้
ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น ส่วนหนึ่งคาร์ลสเบิร์กต้องการให้ภาพของแบรนด์ดูทันสมัย เหมาะกับคนรุ่นใหม่ และที่เถียงไม่ได้ก็คือ คนไทยฝังหัวว่า ถ้าเป็นเบียร์พรีเมียมต้องขวดสีเขียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะปรับภาพลักษณ์ใหม่หรือ Repositioning อย่างไร แต่ในท้ายที่สุด คาร์ลสเบิร์กก็ต้องถอยออกจากตลาด เพราะในช่วงเวลานั้น ตลาดเบียร์พรีเมียม เริ่มมีแบรนด์ลีดเดอร์ที่ค่อนข้างแข็งแกร่งอย่างไฮเนเก้น เข้ามาถือครองตลาดอยู่
คาร์ลสเบิร์ก ทิ้งบทเรียนทางการตลาดไว้มากมาย 1 ในนั้นก็คือ เป็นตัวต่อยอดไปสู่ความสำเร็จของการเข้าตลาดของเบียร์ช้างที่เป็นลีดเดอร์ของตลาดเบียร์บ้านเราอยู่พักใหญ่ๆ ก่อนจะเสียแชมป์กลับไปให้ค่ายสิงห์ที่มีลีโอเป็นตัวชูโรง
ช้างเข้ามาด้วยการโจมตีจุดแข็ง 2 จุดของสิงห์ นั่นคือ เรื่องภาพลักษณ์ และระบบจัดจำหน่าย ในเรื่องของภาพลักษณ์นั้น ช้างใช้กลยุทธ์ราคาเข้าโจมตี เพราะมองว่า ด้วยภาพลักษณ์ของสิงห์ ไม่สามารถขยับมาเล่นในเรื่องดังกล่าวได้ แม้จะออกแบรนด์ใหม่มารับมือ ก็ต้องเสียเวลาลองผิด ลองถูก ซึ่งช่วงเวลาที่เสียไปนี้ สามารถทำให้ช้างก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดได้
ในแง่ของการสื่อสารแบรนด์นั้น ช้างพยายามบอกกับคอเบียร์ว่า ช้างเป็นอีกความภาคภูมิใจของการเป็นเบียร์ไทย แต่ความเป็นเบียร์ไทยของช้างไม่ใช่เรื่องของวัฒนธรรม ความเป็นไทย เหมือนที่สิงห์ “ปักธง” เข้าไปในการรับรู้ของคนไทยได้สำเร็จ โดยช้างจะเป็น “คนไทย” ที่พร้อมจะก้าวออกไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศอีกแรงหนึ่ง เช่นเดียวกับเรื่องของการจัดจำหน่าย ช้างใช้เอเย่นต์ที่แข็งแกร่งของตัวเองเข้าสู้ พร้อมสร้างรูปแบบการขายพ่วงที่ลือลั่น จนกลายเป็นสงครามเดือดอยู่พักใหญ่ๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ช้างก็มีการขยับมาเล่นในเรื่องของภาพลักษณ์ โดยเฉพาะกับการเป็นเบียร์ที่เชื่อมความผูกพันของกลุ่มเพื่อนเพื่อเล่นกับคอเบียร์รุ่นใหม่ ซึ่ง “สี” เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะช้างเลือกที่จะใช้สีเขียวเข้ามาเป็น Identity ทั้งตัวแพ็กเกจจิ้ง และแบรนด์
สีกับการทำตลาดเบียร์จึงแยกกันแบบไม่ออก....