กระทิง ยังได้อธิบายถึงการทำงานเพื่อกระจายความเสี่ยงนั่นคือ การทำ Pivot
หรือพลิกหมุนโปรดักต์ หรือเซอร์วิสไปยังส่วนอื่นๆ ที่มีโอกาสทางธุรกิจให้ฟังว่า ใน 13 โครงการมีบางสินค้าที่พัฒนามาแล้ว ตอนแรกเราคิดว่าเป็น Financial Service แต่ว่ามันทำไปแล้วไม่ใช่ ก็ต้องพลิกสถานการณ์
“บางอย่างเราก็ปรับเป็น Tools ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแทน แทนที่จะเป็นสินค้า เดือนหน้าเราหน้าจะได้เห็น มันเป็นอีกกระบวนท่านึงเลย
อย่างบางตัวออกมาก็เวิร์คเลย เช่น ขุนทอง มันไม่ต้อง Pivot อะไรเลย แต่บางตัวต้องเปลี่ยน อย่าง Data Wallet อาจจะต้องเปลี่ยน หรือว่าบางตัวยังอยู่ในท่ออยู่ เพราะว่าเราทำ Deep Space Hackathon เราเอาพนักงานของ KBTG มาลองหาไอเดีย เราได้ไอเดียมาสิบกว่าตัว ซึ่งบางตัวก็ Win แต่มันยังไม่คลุม เราก็ต้องเอามาปรับเพราะว่ามันยังอยู่ใน Pipeline เพราะฉะนั้นในปีนี้ Pipeline จะทะลักออกมาเยอะเลย”
เมื่อถูกถามถึงวิธีการตัดสินใจในวันที่บางสินค้าถึงทางเลือกว่าจะเดินต่อหรือหยุด
สุดท้ายกระทิงเชื่ออะไร ข้อมูล หรือว่ากึ๋นตัวเอง
กับคำถามนี้กระทิง ตอบว่า สุดท้ายเป็นเรื่องของ Data Driven เราปฏิเสธไม่ได้ แต่สุดท้ายถ้าเมื่อไหร่ที่เป็นนวัตกรรม You Have No Data at All
“ผมลงทุนกับสตาร์ทอัพมา เจ็บตัวมาเยอะ กองทุนแม่ผมลงทุนกับสตาร์ทอัพ 2,400 ตัวทั่วโลก เจ๊งไป 42% มันสอนให้เรารู้ว่าโมเดลไหนดี ไม่ดี เวิร์ค ไม่เวิร์ค
บาง Business Model แต่ละที่ก็ไม่เหมือนกันอีก ถามฝรั่งใครจะไปเชื่อ ว่าโซเชียล คอมเมิร์ซเกิดในเมืองไทย ฝรั่งถามเลยมันคืออะไร อย่างมาบ้านเรา เราจ่ายเงินสด ตอนรับสินค้าได้ ฝรั่งไม่รู้มาก่อน บางอย่างมันเวิร์คเฉพาะเมืองไทยจริงๆ บางอย่างมันอาจจะไม่เวิร์คมาเลย แต่มาเวิร์คที่ไทย
ผมว่ายังไงมันก็ต้องมี Data มาไกด์ตอนแรกๆ แต่สุดท้ายมันก็ต้องเชื่อกึ๋นของตัวเอง ผมถึงบอกว่านวัตกรรมหลายอย่างจะออกจาก Internal Sandbox ของเราได้มันจะต้องมี Validation ดังนั้นผมจะใช้วิธีการมองเหมือนเลือกสตาร์ทอัพในการตัดสินไอเดีย อย่างสตาร์ทอัพมีตัวเลขมาโชว์ไหม มีแต่ตัวเลขมันก็โม้ได้หมดแหละ แบบเรามีลูกค้าล้านคน ล้านคนมาจากไหน เอา 3 เดือนคูณกัน แล้วก็เอาเดือนมากที่สุดมาคูณ ก่อนนั้นก็อัดโฆษณาเข้าไปล่วงหน้า
ผมถึงบอกว่าถ้าเราเชื่อแต่ Data เราจะตัดสินใจอยู่แต่ในกรอบ บางจังหวะเราก็ต้องใช้ประสบการณ์ของตัวเองมาช่วยด้วย”