· มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ให้ธนาคารแข็งแกร่งกว่าที่เคย
· เตรียมนำ AI ขับเคลื่อนการบริการไร้รอยต่อในทุกช่องทาง
· สร้างรายได้ช่องทางดิจิทัลให้ขยับสู่ 25%
· ประกาศเป็นที่ 1 Digital Banking และ Wealth Management ภายในปี 2025
· 2 Growth Engines ที่จะสร้าง Growth Story ให้องค์กร
ปี 2025 หรืออีก 2 ปีข้างหน้านี้ จะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแบงค์ใบโพธิ์ หลัง “กฤษณ์ จันทโนทก” ซีอีโอไทยพาณิชย์ประกาศขึ้นเป็นเบอร์ 1 ใน Digital Banking และ Wealth Management ในประเทศไทยเพราะก่อนหน้านี้ในปี 2015 ธนาคารได้ลงทุนด้านไอทีไป 30,000 ล้านบาท จนปัจจุบัน Digital Community ของธนาคารค่อนข้างแข็งแรงแล้ว ดังนั้นการวางตำแหน่งเบอร์ 1 ใน Digital Banking จึงเป็นก้าวต่อไป พร้อมสร้างรายได้ใหม่จาก Wealth Management ที่มีมาร์จิ้นสูงท่ามกลางส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยลดลง Digital Banking และ Wealth Management จึงเป็น Growth Engine จะสร้าง Growth Story ให้องค์กร
กฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในการดำเนินงานต่อจากนี้ ธนาคารจะเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงธุรกิจให้ลูกค้าสัมผัสถึงประสบการณ์ใหม่ๆ ที่รู้สึกได้ ผ่านโฟกัสสำคัญใน 2 ส่วนหลัก ส่วนแรก คือการพัฒนาบริการธนาคารสู่การเป็นดิจิทัลแบงก์ เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ในอนาคตจะย้ายไปอยู่บนบริการดิจิทัลเกือบทั้งหมด โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาระบบทั้งงานภายในและภายนอก รวมถึงการแสวงหาโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านช่องทางดิจิทัล โดยมีเป้าหมายภายในปี 2025 จะต้องเพิ่มสัดส่วนรายได้ดิจิทัลให้เป็น 25% หรือราว 40,000 ล้านบาท จากปัจจุบันรายได้ดิจิทัลของธนาคารอยู่ในระดับ 7% เพิ่มขึ้นจากปี 2022 ที่มีอยู่เพียง 3% โดยธนาคารมีฐานลูกค้าที่ใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลทุกแพลตฟอร์มรวมกันกว่า 25 ล้านราย โดยส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่ทำธุรกรรมมียอดรวมแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 7 พันล้านรายการ หรือกว่า 89% ของธุรกรรมทั้งหมดของธนาคาร
“ถือเป็นตัวเลขที่ท้าทาย เพราะเป้าหมายรายได้จากช่องทางดิจิทัลดังกล่าวคิดเป็น 1 ใน 4 ของรายได้รวม ซึ่งถ้าทำได้ในระดับนี้ จะทำให้เราก้าวหน้ากว่าดิจิทัลแบงก์รายใหม่ๆ ในตลาด ที่กว่าจะตามเราทันก็คงต้องใช้เวลา 5 ปีหรือ 10 ปี”
หัวใจสำคัญที่จะทำให้ธนาคารก้าวตามความฝันได้มาจาก เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่นำมาใช้เรียนรู้และทำความรู้จักลูกค้าในช่องทางบริการต่างๆ ด้วยการสร้าง Chat bot ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยจะเริ่มที่การบริการ Call Center จากนั้นจะขยายสู่ SCB Connect เพื่อทำให้การปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าในลักษณะที่เป็น Client Interface ตรงกับความต้องการลูกค้าถูกที่ ถูกเวลา โดยมีแพลตฟอร์ม SCB EASY รองรับการทำธุรกรรมของลูกค้า โดยทั้ง SCB Connect และ SCB EASY จะทำงานควบคู่กัน เพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และในอนาคตยังมีแผนในการใช้ AI ให้คำแนะนำทางด้านการลงทุนให้กับลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้ธุรกิจ Wealth Management อีกด้วย นอกจากนี้ ธนาคารใช้เทคโนโลยีเอไอและแมชชีนเลิร์นนิ่งเพื่อเสริมศักยภาพแก่ทุกผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า โดยได้เริ่มไปแล้วในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดเล็ก (SSME) เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์วงเงินเพื่อธุรกิจ ภายใต้ชื่อ Up เงินทันใจ และมีวงเงินอนุมัติแล้ว 2,000 ล้านบาทภายใน 5 เดือนแรก นอกจากนี้ธนาคารเตรียมผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลไปยังผลิตภัณฑ์เทรดไฟแนนซ์และซัพพลายเชน ผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และผลิตภัณฑ์การลงทุน เป็นต้น เพื่อร่วมกันผลักดันรายได้ดิจิทัลให้เป็น 25% ให้ได้ในปี 2025
ส่วนที่ 2 ที่ต้องทำควบคู่กันไป คือ การเป็นที่หนึ่งในธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ด้วยการยกระดับจุดแข็งของธนาคารที่มีชื่อเสียงทางด้านการใช้ความรู้ความสามารถทางด้านการลงทุน และ Human Touch ของ ผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ หรือ Relationship Manager (RM) ในการให้บริการลูกค้ามั่งคั่งในทุกระดับ ตั้งแต่ลูกค้าที่มีความมั่งคั่งระดับสูง (สินทรัพย์ภายใต้บริหารการจัดการ หรือ AUM 100 ล้านบาทขึ้นไป) ผ่าน ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ บริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคาร และ จูเลียส แบร์ ผู้นำตลาดธุรกิจบริหารความมั่งคั่งชั้นนำระดับโลกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้ลูกค้าสามารถขยายโอกาสในการลงทุนทั่วโลกได้แบบไร้พรมแดน โดยแม้ว่าเศรษฐกิจโลกผันผวน ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ ยังคงสามารถดูแลนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศ (Offshore) จนสามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับกลุ่มลูกค้าUHNWIs และ HNWIs ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ขณะเดียวกัน ธนาคารให้การดูแลลูกค้าในกลุ่ม Wealth ซึ่งประกอบด้วย SCB PRIVATE BANKING (AUM มากกว่า 50 ล้านบาท) SCB FIRST (AUM 10-50 ล้านบาท) SCB PRIME (AUM 2-10 ล้านบาท) ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าอยู่กว่า 500,000 ราย รวมสินทรัพย์ภายใต้บริหารจัดการ (AUM) กว่า 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งในเร็วๆ นี้จะมีการสร้างความแตกต่างทางธุรกิจให้เกิดขึ้นด้วยรูปแบบการให้บริการที่ครบวงจรและไร้รอยต่อ โดยตั้งเป้าหมายความเป็นที่หนึ่งในธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ซึ่ง AUM ต้องเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 20% จากปัจจุบันที่เติบโตเฉลี่ย 10%
นอกจากนี้ ภาพของการบริหารจัดการความมั่งคั่ง (Wealth Management) ในอนาคตที่ธนาคารมองก็จะต้องเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่อยู่เพียงกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์ตามกำหนดแล้วเท่านั้น แต่ยังมองถึงการขยายการให้บริการไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการเริ่มต้นสะสมความมั่งคั่ง (Wealth Potential) เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มพูนความมั่งคั่งในระยะยาวและเป็นไปได้สำหรับทุกคน มุ่งเน้นการมอบทางเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนพื้นฐานที่เข้าถึงง่าย และจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เป็นตัวช่วยในการมอบทางเลือกการลงทุนที่เหมาะสมให้กับลูกค้าในกลุ่มนี้เป็นหลัก โดยรูปแบบธุรกิจนี้กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2024