กลุ่มดุสิตธานี เปิดแคมเปญ “ดุสิต แคร์ การ์ด” มอบส่วนลดให้ผู้ซื้อบัตรที่พักโรงแรมล่วงหน้าในราคาพิเศษเพียง 2,888 บาทต่อคืน หวังขอบคุณลูกค้าและให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการส่งต่อความช่วยเหลือ ด้วยการมอบรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายบัตรกำนัลล่วงหน้า ร่วมสู้ภัยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผ่าน “โครงการร่วมด้วยช่วยช้างฝ่าวิกฤต COVID-19” ของสมาคมสหพันธ์ช้างไทย และ “โครงการเพื่อสมทบทุนรักษาพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อโรคโควิด-19” ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อร่วมสมทบทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ พร้อมยกระดับบริการภายใต้มาตรฐานใหม่ New Norm เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยทางสาธารณสุขให้แก่นักท่องเที่ยวหลังสถานการณ์คลี่คลาย
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC เปิดเผยว่า จากการสถานการณ์ติดตามการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 อย่างใกล้ชิด พบว่าการแพร่ระบาดในประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง แต่หลายภาคส่วนยังคงต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงตั้งใจจัดทำแคมเปญ “ดุสิต แคร์ การ์ด” เพื่อช่วยหาเงินทุนสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับมาตรการผ่อนปรนและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไป
สำหรับแคมเปญ “ดุสิต แคร์ การ์ด” (DUSIT Care Card) จะเป็นแคมเปญที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถซื้อบัตรกำนัลเพื่อเข้าพักโรงแรมดุสิตธานี ในประเทศไทยที่ร่วมรายการ ในราคาพิเศษ เพียง 2,888 บาทต่อคืน พร้อมอาหารเช้าสำหรับสองท่าน โดยกลุ่มดุสิตธานีจะนำเงิน 500 บาทที่ได้จากการจำหน่ายบัตรกำนัลทุกๆ ใบ ร่วมบริจาคให้กับ “โครงการเพื่อสมทบทุนรักษาพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อโรคโควิด-19” ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาด ไทย เพื่อร่วมสมทบทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงปันอีกส่วนไปสนับสนุน “โครงการร่วมด้วยช่วยช้างฝ่าวิกฤต COVID-19” ของสมาคมสหพันธ์ช้างไทย เนื่องจากช้างส่วนใหญ่กำลังขาดแคลนอาหารและยา เพราะขาดรายได้เนื่องจากผลกระทบของโควิดเช่นกัน ซึ่งผู้สนใจสามารถจองซื้อบัตรกำนัลที่พักได้ตั้งแต่บัดนี้ และใช้สิทธิ์เข้าพักได้จนถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2564 หรือสิ้นปีหน้า จากปกติที่บัตรมีอายุเพียง 1 ปีเท่านั้น โดยหากเป็นการซื้อเป็นจำนวนมากครั้งละ 10 ใบ ยังจะได้รับส่วนลดเพิ่ม 10% โดยที่ยอดบริจาคให้ทั้ง 2 องค์กรยังเท่าเดิม