อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด(มหาชน) อธิบายว่า เรื่องของ Connectivity นับว่าเป็นแนวทางสำคัญในการขยายตัวของห้างค้าปลีก ซึ่งทำให้วิธีคิดในการมองตลาดเปลี่ยนไปจากการมองตลาดเป็นรายประเทศ เปลี่ยนมามองแบบอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว
“บิ๊กซีมีความตั้งใจจะให้เข้าไปขยายห้างค้าปลีก ที่ประเทศกัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย โดยเป้าหมายคือการนำสินค้าและบริการของไทยไปให้เพื่อนบ้านอาเซียนที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของเราที่ต้องการเชื่อมต่อและสร้างเครือข่ายการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมในภูมิภาคอาเซียน”
ซึ่งบิ๊กซีและบีเจซีในประเทศไทย มีห้างค้าปลีกในเครือรวมทุกรูปแบบมากกว่า 1,200 สาขา สำหรับภูมิภาคอาเซียนมีการเชื่อมต่อกับหลายประเทศเริ่มจาก
ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีห้างเอ็มเอ็ม เมก้า มาร์เก็ต 19 แห่ง ร้านสะดวกซื้อบีสมาร์ทกว่า 170 สาขา และมีโอกาสที่จะขยายได้อีกจำนวนมาก มีการคาดว่าจะมีสาขาได้ไม่ต่ำกว่าประเทศไทยที่มีไฮเปอร์มาร์เก็ตโดยรวมไม่ต่ำกว่า 300-400 สาขา เนื่องจากเวียดนามเป็นตลาดใหญ่ ขนาดประชากรมากถึง 90 ล้านคน และสาขาปัจจุบันที่บีเจซี มีอยู่ส่วนใหญ่อยู่ในโฮจิมินห์
ประเทศลาว มีร้านสะดวกซื้อเอ็มพ้อยท์ มาร์ท 23 สาขา เป็นผู้นำตลาดในกรุงเวียงจันท์ และแนวโน้มในการขยายสาขาทำได้อีกมาก โดยเฉพาะบิ๊กซี
ประเทศกัมพูชา มีทำเลที่มีศักยภาพ 3-4 เมืองหลักไม่ว่าจะเป็น เสียมเรียบ พนมเปญ และบริเวณท่าเรือสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นท่าเรือน้ำลึกเพียงแห่งเดียวของประเทศกัมพูชา นับเป็นเมืองเกิดใหม่ที่กำลังมีการเติบโตสูงในอนาคต
และมีการวางแผนจะเข้าไปเปิดบิ๊กซีในประเทศมาเลเซีย ซึ่งการเข้าไปลงทุนคาดว่าจะเป็นบิ๊กซี รูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต ขนาด 3,000-4,000 ตารางเมตร(ตร.ม.) ซึ่งใช้งบลงทุนประมาณ 200-300 ล้านบาทต่อสาขา
สิ่งสำคัญที่จะทำให้การดำเนินนโยบายดังกล่าวของบิ๊กซีประสบความสำเร็จได้ คือการสร้างความเเข็งแกร่งการขนส่งและกระจายสินค้า ทั้งในประเทศที่เข้าไปทำตลาด รวมถึงตามแนวตะเข็บชายเเดนที่จะเป็นตัวเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่ง บิ๊กซีเองก็ได้วางกลยุทธ์ในเรื่องนี้อย่างมีชั้นเชิง