ไม่ใช่เพียงห้องรักษาโควิด-19 แต่พร้อมเปิดให้นักศึกษาเข้ามาเรียนรู้ต่อยอด
นอกจากการแก้วิกฤตโควิด-19รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังได้มองถึงโอกาสการต่อยอดประโยชน์จากห้องความดันลบที่ได้มาจากบ้านปูฯ ในด้านการศึกษาของนักศึกษาแพทย์ เพราะ “ห้องความดันลบ” นับว่าเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูงมาก ที่ผ่านมาจำเป็นต้องใช้สำหรับรับรองผู้ป่วยโรคติดเชื้อมาโดยตลอดโดยเฉพาะโรควัณโรคดังนั้นเมื่อจบวิกฤตโควิด-19 แล้วจำนวนห้องที่เพิ่มขึ้นจากการบริจาคของบ้านปูฯ นี้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สามารถประสานความร่วมมือกับทางโรงพยาบาลเพื่อให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยฯ ได้มาเรียนรู้ทำความเข้าใจเครื่องมือที่ครบครันและได้มาตรฐานโดยนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์จะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยดูแลผู้ป่วยและพัฒนาวงการแพทย์ในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับศักยภาพของห้องปฏิบัติการรักษาผู้ป่วยในความดูแลของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์อีกด้วย เพราะจากแนวโน้มของมลพิษและความผันผวนของธรรมชาติในปัจจุบันก็เป็นไปได้ว่าจะมีผู้ป่วยที่เกี่ยวกับโรคปอด หัวใจ และระบบทางเดินหายใจหรือการแพร่ระบาดจากโรคติดเชื้ออื่นๆ ที่อาจอุบัติขึ้นได้ใหม่
สำหรับการช่วยเหลือเพื่อฝ่าวิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ บริษัท บ้านปู จำกัด(มหาชน) ได้มอบเงินสนับสนุนจำนวน30,000,000 บาทแก่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเพื่อให้การช่วยเหลือด้านอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์โดยเฉพาะ ซึ่งประกอบไปด้วย
- ห้องผู้ป่วยความดันลบ (Negative Pressure) แบบแยกห้อง เพื่อใช้สำหรับรักษาและป้องกันการแพร่กระจายโรคสำหรับผู้ป่วยโควิด-19จำนวน 10 เตียง
- ห้องหัตถการผู้ป่วยความดันลบ จำนวน 1 เตียง
- เครื่องช่วยหายใจ จำนวน 11 เครื่อง
- อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ประกอบด้วย เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล เครื่องส่องตรวจทางเดินหายใจ เครื่องวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออกและความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด เครื่องเฝ้าระวังและติดตามสัญญาณชีพ เครื่องกดนวดหัวใจอัตโนมัติ อุปกรณ์ส่องตรวจหลอดลม และชุดป้องกันอนุภาคที่เป็นอันตรายจากฝุ่นละอองและเชื้อโรค
นอกจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติแล้ว บ้านปูฯ ยังได้ใช้งบประมาณจากกองทุนฯ เพื่อจัดสรรมอบเงินสนับสนุนแก่โรงพยาบาลและหน่วยงานทางการแพทย์ต่างๆ ในการช่วยเหลือและสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว รวมไปถึงยังได้มอบถุงยังชีพอันประกอบด้วยข้าวของอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตให้หน่วยงานและประชาชนในจังหวัดต่างๆ อย่างทั่วถึง เพราะบริษัทฯ เล็งเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในวงกว้างซึ่งไม่ได้จำกัดแค่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มคนอีกหลายกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากการตกงาน สภาวะเศรษฐกิจหดตัว ส่งผลให้ขาดรายได้และกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่อีกด้วย โดยตลอดการบริจาคจนถึง ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 กองทุนมิตรผล-บ้านปู ได้บริจาคไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท
บ้านปูฯ มุ่งหวังว่าการช่วยเหลือสนับสนุนต่างๆ จากบ้านปูฯ จะเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนให้ประเทศไทยและประชาชนชาวไทยทุกคนผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว