เมื่อเทคโนโลยีของจีนกลายเป็นภัยคุกคามสหรัฐฯ
การพัฒนาเทคโนโลยีของจีนที่รวดเร็วของจีนเป็นหนึ่งในข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ที่ว่าจีนได้ขโมยเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ โดยเรามองว่าเรื่องนี้ สหรัฐฯอาจมองถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานในแอพพลิเคชั่นนั้นด้วย ทั้งชื่อ อายุ เพศ และพฤติกรรมต่างๆที่โปรแกรมต่างๆได้เก็บรวบรวมไว้ ถือเป็นข้อมูลล้ำค่าที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในหลายด้านต่อไป
ดังที่เห็นมาแล้วจากข่าวหนังสือพิมพ์ต่างๆ เรื่องการลงประชามติ Brexit ที่บริษัท Cambridge Analytica ใช้ข้อมูลจาก Facebook ในการทำแคมเปญให้ฝั่ง Vote ออกจากสหภาพยุโรป และเป็นบริษัทเดียวกันที่ทำแคมเปญหาเสียงให้กับ ประธานาธิบดี Donald Trump ในช่วงเลือกตั้งครั้งก่อนอีกด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจที่ทางสหรัฐฯ จะกังวลเรื่องข้อมูลของสหรัฐฯ อาจรั่วไหลและมองเป็นหนึ่งในภัยความมั่นคง เพราะกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติจีน ให้พลเมืองหรือองค์กรต้อง "สนับสนุน ช่วยเหลือ ให้ความร่วมมือกับงานด้านข่าวกรองของประเทศ"
รวมถึงการที่ประเทศจีนมีการส่งแอพฯหรือบริการของจีนให้ใช้งานทั่วโลก แต่ปิดกั้นหรือจำกัด แอพฯ และเว็บไซต์ต่างชาติให้เข้ามาในประเทศจีน ทำให้อาจถูกมองว่าเป็นการส่งออก Software ทางเดียว เรื่องเทคโนโลยีจีนนี้จึงเป็นทั้งภัยด้านความมั่นคงและเรื่องสงครามการค้าที่ยังไม่จบดีอีกด้วย
ยิ่งมีอุปสรรค ยิ่งน่าสนใจ
แม้ว่านี่จะเป็นหนึ่งในอุปสรรคที่ทางจีนต้องเผชิญ ทั้งกรณีการ Ban Huawei หรือกรณี TIKTOK, Wechat แต่ SCB CIO มองว่ายิ่งทำให้อุตสาหกรรมนี้น่าสนใจมากขึ้น เพราะจะเป็นอีกปัจจัยให้ทางจีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างและพัฒนาระบบปฎิบัติการ OS ในมือถือ Smartphone ของตนเอง หรือการพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนที่สำคัญเช่น CPU Chipset ต่างๆด้วยตนเอง และจะทำให้แต่ละประเทศพึ่งพาตัวเอง ส่งผลให้โลกเราเข้าสู่การเป็น Regionalisation เร็วขึ้นโดยเฉพาะในประเทศกลุ่มเอเชีย
การเติบโตของบริษัทเทคฯจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และดัชนีที่เกิดใหม่ต่าง ๆ ทั้ง Hang seng Tech index , STAR 50 index รวมถึงการที่ดัชนี Hang Seng มีการเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มเหล่านี้มากขึ้น ส่งผลให้เรายังมองว่าการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยียังมีความน่าสนใจทั้งในระยะสั้น และระยะยาวต่อจากนี้ไป รวมไปถึงจะมีเม็ดเงินกองทุน Passive หรือ ETF จากที่ต่างๆทั่วโลกเข้ามาลงทุนในดัชนีเหล่านี้มากขึ้นไปอีกด้วย
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าดัชนี NASDAQ จะไม่น่าสนใจเพราะอย่างไรสหรัฐฯก็ยังเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยี สำหรับนักลงทุนแล้วเราไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แต่สามารถลงทุนทั้งในจีนและสหรัฐฯ ที่เป็นกลุ่มเทคโนโลยีเบอร์หนึ่งและเบอร์สองของโลกได้ เพราะในโลกของการลงทุนผู้ชนะหรือหุ้นที่ทำให้กำไรไม่จำเป็นต้องมีคนเดียวครับ
เขียนโดย
ศรชัย สุเนต์ตา - กรรมการผู้จัดการ Chief Investment Office บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด