กลุ่มธุรกิจสุรา
คุณประภากร ทองเทพไพโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา (รองผู้บริหารสูงสุด การเงินและบัญชีกลุ่ม และผู้บริหารสูงสุด ด้านการเงินและบัญชี ธุรกิจต่างประเทศ : มีผลวันที่ 1 ตุลาคม 2563) เผยว่า แม้ปีที่ผ่านมาจะมีความท้าทายที่ไม่เคยประสบมาก่อนแต่กลุ่มธุรกิจสุราในเมืองไทยของไทยเบฟยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดได้ดีเหมือนเดิม เนื่องจากบริษัทมีความหลากหลายของตราสินค้าซึ่งตอบรับการบริโภคสินค้าที่บ้าน และการทำการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับภาพลักษณ์สุราไทย
“หากดูจากผลวิจัยการตลาด ในรอบ 12 เดือนย้อนหลัง แสงโสมเติบโตกว่า 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในส่วนของเบลนด์ 285 ซิกเนเจอร์ ยังสามารถเพิ่มการเติบโตได้ถึง 37% นอกไปจากนั้น เมอริเดียนบรั่นดี ยังสามารถเพิ่มการเติบโตได้ถึง 50% และมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 8% ในปีนี้กลุ่มธุรกิจสุรายังได้มีการออกผลิตภัณฑ์ Phraya Elements ซึ่งเป็นสุราระดับพรีเมียมที่ผ่านการเก็บบ่มในถังไม้โอ๊คยาวนานหลายปี ซึ่งวางจำหน่ายในช่องทางโมเดิร์น เทรด”
กลุ่มธุรกิจเบียร์
คุณไมเคิล ไชน์ ฮิน ฟา ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเบียร์ เผยว่า สำหรับตลาดเบียร์ในต่างประเทศ ไทยเบฟมีวิสัยทัศน์มุ่งมั่นที่จะนำเบียร์ช้างมุ่งสู่การเป็นที่ 1 ของเบียร์สัญชาติไทยในระดับสากล ทั้งในด้านปริมาณการขายและในด้านผลิตภัณฑ์ที่จะต้องเป็นที่ 1 ในใจลูกค้าในระดับสากล โดยได้รับการสนับสนุนจาก 2 แรงผลักดันสำคัญ คือ การขยายฐานลูกค้าทางภูมิศาสตร์ของเบียร์ช้าง และการสร้างคุณค่าของตราสินค้า การขยายฐานลูกค้าทางภูมิศาสตร์ของเบียร์ช้าง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาค รวมถึงการขยายฐานลูกค้าไปสู่เมืองที่สำคัญต่างๆ ในต่างประเทศ ในแง่ของการขยาย ตัวในระดับภูมิภาค เบียร์ช้างได้เปิดตัวการผลิตภายนอกประเทศไทย เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 โดยเบียร์ช้างได้รับการอนุญาตผลิตจาก Emerald Brewery Myanmar Ltd ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ F&N ซึ่งสามารถทำผลงานได้ดีในปีแรกของการดำเนินงานโดยสามารถเจาะเข้าไปในจังหวัดหลักที่สำคัญๆ ของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดเติบโตอย่างดีและมียอดขายที่เกินความคาดหมาย
สื่อออนไลน์ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างแบรนด์เบียร์ช้าง รวมถึงการเข้าถึงผู้บริโภคในระดับสากลโดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์โควิด-19 โดยได้มีการสร้างแคมเปญสำหรับผู้บริโภคเพื่อเสริมสร้างความตื่นเต้น และความสัมพันธ์ทีดี รวมถึงสร้างความแข็งแกร่งต่อกลุ่มเป้าหมายในระดับสากล
สำหรับซาเบโก้และกลุ่มอุตสาหกรรมเบียร์ในเวียดนาม จากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด -19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ต้องมีแผนการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ภายใต้กลยุทธ์หลักคือ ในส่วนของการขายมีการทำงานเชิงรุก โดยนำทรัพยากรสำหรับจากค้าขายผ่านธุรกิจอาหารหรือภัตตาคารไปใช้กับการขายให้กับผู้บริโภคในร้านค้าปลีก และยังเน้นการขายให้กับผู้บริโภคในร้านค้าปลีกและการขายปลีกสมัยใหม่ โดยการออก 3 โปรโมชั่นใหญ่ นอกจากนี้ยังเร่งการสร้างช่องทางการขายผ่านทางออนไลน์อีกด้วย
แง่ของการตลาด ในโอกาสครบ 145 ปี ของซาเบโก้ เบียร์ Bia Lac Viet ได้ถูกผลิตและจำหน่ายเพื่อฉลองครบ รอบ 145 ปี ในเดือนมิถุนายน นอกจากนี้ ยังมีการทดลองขายผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งจะได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในต้นเดือนตุลาคมนี้
ส่วนของการผลิต สายการผลิตกระป๋องใหม่ ซึ่งมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 60,000 กระป๋องต่อชั่วโมง ได้เริ่มการใช้งานอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน ที่โรงผลิตเบียร์ Saigon Quang Ngai บริษัทย่อยของซาเบโก้ ทั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตที่ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดในภาคกลางของเวียดนาม
ในห่วงโซ่อุปทานมีการนำระบบ Warehouse Management System (WMS) มาใช้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิ ภาพการบริหารจัดการคลังสินค้า และจะนำระบบ Transport Management System (TMS) ระบบการบริหารจัดการการขนส่งมาใช้เป็นลำดับต่อไป
นอกจากนี้ยังปรับการบริหารจัดการธุรกิจด้วยดิจิทัล โดยมีโครงการซาเบโก้ 4.0 ซึ่งเป็นการริเริ่มระดับกลุ่มบริษัทเพื่อมุ่งหวังการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานและการบริหารจัดการด้วยการรวมศูนย์การบริหารจัดการ การทำระบบให้ง่ายต่อการใช้งานและมีมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งมีการลดค่าใช้จ่าย บริหารจัดการด้านการเงินอย่างเป็นระบบทั้งในด้านวัตถุดิบ ด้านบรรจุภัณฑ์ ด้านการขนส่ง และการเช่าสถานที่
คุณโฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเบียร์ประเทศไทย (2561-2563) รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจต่อเนื่องและผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (ประเทศไทย) ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มบริหารช่องทางจำหน่าย (1 ตุลาคม 2563) เสริมถึงเบียร์ช้างว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความท้าทายและเปลี่ยนแปลง ช้าง ยังคงรักษามาตรฐานในการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง แม้ภาพรวมตลาดเบียร์ในประเทศไทยในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมาจะมีการเติบโตเฉลี่ยในอัตราที่ลดลง แต่ช้างยังคงมีการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าโดยช้างให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์เพื่อรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ในใจผู้บริโภคด้วย 3 กลยุทธ์ คือ
การสื่อสารแบรนด์ ตามแนวการสื่อสารเพื่อส่งความสุขจากแบรนด์ถึงกลุ่มลูกค้าทั่วประเทศภายใต้แนวคิด “วันเพื่อนมีได้ทุกวัน” ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์โฆษณาชุดต่างๆ ไปจนถึงรายการออนไลน์จากช่องทาง Chang World ที่นอก จากจะสร้างความสนุกแล้วยังสามารถย้ำชัดถึงตัวตนของแบรนด์ เรื่องมิตรภาพได้อย่างชัดเจน
การสร้างประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ ที่ผ่านมาช้างเดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ เพื่อเข้าไปครองใจกลุ่มลูกค้าพร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบทั้งดนตรีและกีฬา ถึงแม้ในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมาจะไม่สามารถจัดงานอีเวนท์ได้ แต่ก็มีการสร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาดในสื่อออนไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างแบรนด์และกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ
การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และออกแบบบรรจุภัณฑ์ ที่ผ่านมาช้างฉลองครบรอบปีที่ 25 ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง “ช้าง โคลด์ บรูว์” ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค หลังจากนั้นจึงปล่อย “ไวรัลแพ็ก” หรือ “ช้าง โคลด์ บรูว์ ขนาด 25 กระป๋อง” มาสร้างความตื่นเต้นให้ตลาดจนเกิดกระแสการพูดถึงในโลกโซเชียลจำนวนมาก รวมทั้งเร็วๆ นี้จะมีบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่จะมาสร้างความฮือฮาให้ตลาดอีกครั้ง
กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์
คุณเลสเตอร์ ตัน ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอล กอฮอล์ ประเทศไทย (2561-2563) ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเบียร์ (ประเทศไทย) (1 ตุลาคม 2563) เผยว่า ไทยเบฟดำเนินธุรกิจทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยโฟกัส 3 ตลาดหลัก 3 ตลาดใหม่ และ 4 ตลาดการส่งออก ใช้ผลงานของแบรนด์ผ่านหมวดหมู่สินค้าต่างๆ ซึ่งไทยเบฟเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
การดำเนินการ 9 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ถือว่าดี หลังจากขาดทุนมาเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว บริษัทกลับมามีผลกำไร โดยมีผลมาจากการลงทุนในแบรนด์อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับเปลี่ยนโครงการด้านการเงิน และการสร้างความยั่งยืนของผลกำไร ธุรกิจในอนาคตต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โควิด-19 โดยเปิดช่องทางการขายในรูปแบบสถานที่ การขยายช่องทางการขายไปยังช่องทางดิจิทัล โฟกัสที่ด้านสุขภาพและการเป็นอยู่ที่ดี
“เรามองเชิงบวกถึงผลการดำเนินงานที่เหลือของปีนี้ และหวังว่าผลประกอบการเชิงบวกนี้จะมีผลต่อเนื่องไปถึงปีหน้านี้”
กลุ่มธุรกิจอาหาร
คุณนงนุช บูรณะเศรษฐกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร (ประเทศไทย)เผยว่า กลุ่มธุรกิจอาหารยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจ ปรับแผนกลยุทธ์เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากวิกฤตโควิด-19 โดยเร่งขยายช่องทางการขายแบบ Takeaway และ Delivery ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว รุกทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และรูปแบบบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแม่นยำและเข้าถึงผู้บริโภคให้มากที่สุด
แผนกลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจอาหารในปี 2564 จะขับเคลื่อนภายใต้กลยุทธ์หลัก คือ การขยายสาขาในรูปแบบ ต่างๆ ให้เหมาะกับสถานการณ์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
กลยุทธ์การเติบโตที่มุ่งเน้นการขยายช่องทางการให้บริการหลายรูปแบบ นอกเหนือจากรูปแบบของการนั่งทานที่ร้าน เช่น ช่องทางการจัดส่งถึงบ้าน (Home Delivery), Take home/Pick up, ไดรฟ์ทรู และอื่นๆ
การนำเอาดิจิทัลและเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อสามารถสร้างประสบการณ์ ความสะดวกสบายให้กับลูกค้าได้แบบ Personalization และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับพนักงานมากยิ่งขึ้น
Heath & Well-being มุ่งเน้นพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่อง สุขภาพ-ความปลอดภัย
การเสริมสร้างบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพด้านทักษะ ความชำนาญในการทำงาน เพื่อพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่มีความคล่องตัวสูง