หากเปรียบเทียบการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชั่นดริงค์ที่เป็นวิตามินซีในบ้านเรา ณ ปัจจุบัน คงมีภาพไม่พ้นการเป็นสมรภูมิ “เรด โอเชี่ยน” ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันของแบรนด์ต่างๆ มากมาย เริ่มจาก C – vitt ของค่ายโอสถสภา Double C ของหนองคายเพาเวอร์ดริงค์ Vit A Day ของเจนเนอรัล เบฟเวอร์เรจ 7.8% Woody C+ Lock ของคาราบาว กรุ๊ป และ Hi VitaminC โดยกลุ่มธุรกิจ TCP ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์กระทิงแดง (เรดบูล)
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีคู่แข่งทางอ้อมที่มีการขายเบเนฟิตที่คล้ายๆ กันอย่าง Vitamin Water หรือหลายแบรนด์ ซึ่งแม้ตลาดของเครื่องดื่มผสมวิตามินที่ถูกประเมินรวมกันว่าในปีนี้น่าจะทะลุหมื่นล้านบาท ยังคงเป็น “ขาขึ้น” ที่อัตราการขยายตัวของตลาดยังคงออกมาค่อนข้างดี ตามเทรนด์การใส่ใจสุขภาพที่ผู้บริโภคหันมาป้องกันก่อนเกิดโรค ซึ่งช่วยส่งให้ตลาดนี้ดีวันดีคืน
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นนี้ อาจจะตามมาด้วยการเล่นเรื่องราคาในบางโอกาส ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการทำธุรกิจเท่าไรนัก สิ่งที่น่าสนก็คือ การขยับตัวของผู้นำตลาดอย่าง C – vitt ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เกิดจากการร่วมทุนของค่ายโอสถสภากับ “เฮ้าส์ ฟู้ดส์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น” ร่วมทุนตั้งบริษัท เฮ้าส์ โอสถสภา ฟู้ดส์ จำกัด เพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องดื่มวิตามินซี 200% ภายใต้แบรนด์ C-vitt เข้ามาทำตลาด และเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งประมาณ 33%
C – vitt ถือเป็นแบรนด์ที่เข้ามาบุกเบิกตลาดฟังก์ชั่นนัล ดริงค์ ที่เป็นวิตามินซีในบ้านเรา โดยเปิดตัวเข้าตลาดครั้งแรกเมื่อปี 2555 โดยทำตลาดด้วยการโฟกัสตัวเองในเรื่องของการเป็นเครื่องดื่มวิตามินซีที่มีปริมาณวิตามินซี 200% หรือมากกว่าปริมาณที่ร่างกายต้องการ 2 เท่า ไม่ใช่แค่เป็นเครื่องดื่มที่ผสมวิตามินซีเหมือนที่เคยมีอยู่ในตลาดบ้านเรามาก่อน
ด้วยกลยุทธ์ที่โฟกัสตัวเองว่าเป็นเครื่องดื่มวิตามินซีที่สามารถตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภคที่ไม่ต้องไปบริโภคอาหารหรือผลไม้จำนวนมากถึงจะได้ปริมาณวิตามินซีตามที่ร่างกายต้องการ ทำให้ C – vitt ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยหัวใจสำคัญของความสำเร็จจะอยู่ที่การเน้นย้ำให้ผู้บริโภคเห็นถึงเบเนฟิตหลักของตัวสินค้าที่สามารถเข้ามาช่วยตอบโจทย์ในเรื่องของการเสริมสร้างวิตามินซีให้กับร่างกาย