กว่า 100 ปี
ฮาร์เล่ย์ เดวิดสัน
1903 William Harley และสามพี่น้องตระกูล Davidson ได้แก่ Arthur, Walter และ William ลงมือประกอบรถมอเตอร์ไซค์ 3 คันแรกด้วยมือในโรงเก็บของแห่งหนึ่งที่เมือง Milwaukee
1909 กำเนิดมอเตอร์ไซค์ V-Twin 7 แรงม้ารุ่นแรก
1910 ริ่มใช้โลโก้ “Bar & Shield” ที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันเป็นครั้งแรก และได้จดสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการในปี 1911
1917-1918 ผลิตมอเตอร์ไซค์ 17,000 คัน ป้อนให้กองทัพสหรัฐและฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
1930 ฮาร์เล่ย์ เดวิดสัน และ Indian คือผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์สายพันธุ์อเมริกันเพียง 2 ราย ที่เอาตัวรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในสหรัฐมาได้อย่างทุลักทุเล
1936 เปิดตัว ฮาร์เล่ย์ EL หรือที่คุ้นกันดีในชื่อ “Knucklehead” พร้อมด้วยเครื่องยนต์ Overhead-valve V-Twin ที่ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
1941-1945 ผลิตมอเตอร์ไซค์ 90,000 คัน (เกือบจะทั้งหมดที่ฮาร์เล่ย์ผลิตได้) ป้อนให้กองทัพสหรัฐและฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
1947 เปิดโรงงานผลิตแห่งที่ 2 ใน Wauwatosa มลรัฐวิสคอนซิน
1957 ส่งมอเตอร์ไซค์รุ่น XL Sportster ลงตลาดครั้งแรก
1969 หลังจากควบรวมกิจการกับบริษัท American Machine and Foundry (AMF) ฮาร์เล่ย์สามารถรักษาปริมาณการผลิตได้ 14,000 คันต่อปี
1970 เปิดตัว FX Super Glide มอเตอร์ไซค์พันธุ์ผสมระหว่าง Electra-Glide และ Sportster
1973 ย้ายการผลิตในขั้นตอนสุดท้ายมาไว้ที่โรงงาน York มลรัฐเพนซิลวาเนีย
1981 คณะผู้บริหารระดับสูง 13 คน ของ ฮาร์เล่ย์ร่วมกันซื้อหุ้นบริษัททั้งหมดคืนจาก AMF
1982 ฮาร์เล่ย์ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐตั้งกำแพงภาษีสกัดกั้นรถมอเตอร์ไซค์นำเข้าจากญี่ปุ่นที่กำลังทะลักเข้าสู่ตลาดอเมริกาอย่างหนัก
1983 ก่อตั้ง Harley Owners Group (H.O.G.)
1984 เปิดตัวรุ่น Softail พร้อมเครื่องยนต์ Overhead-valve V-Twin Evolution ครั้งแรก
1986 ฮาร์เล่ย์กลายเป็นบริษัทมหาชน โดยเปิดมูลค่าการซื้อขายที่ 11 ดอลลาร์ต่อหุ้น และใช้เวลาไม่นานในการกอบกู้ความเป็นผู้นำในตลาดรถมอเตอร์ไซค์ไซส์ซูเปอร์-เฮฟวี่เวทของสหรัฐคืนมาได้สำเร็จ โดยมี XLH Sportster เป็นหัวหอกในการบุกตลาด ด้วยประสิทธิภาพของ Evolution Engine แบบอะลูมิเนียมทำให้มีสมรรถนะเหนือกว่า Sportster รุ่นเก่าแบบ Iron-head อย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ดี Sportster ยังคงเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมจากแฟน ฮาร์เล่ย์อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน (คิดเป็น 20% จากยอดขาย ฮาร์เล่ย์ทั้งหมด)
ส่วนอีกรุ่นที่ต้องพูดถึงก็คือ FLST Heritage Softail ที่ถอดแบบมาจาก Hydra-Glide รุ่นปี 1949 โดยเฉพาะในส่วนของตะเกียบคู่หน้าและฝาครอบดุมล้อ ซึ่งบ่งบอกถึงความคลาสสิกในแบบฉบับของฮาร์เล่ย์ เดวิดสัน โดยตรง นอกจากนี้ยังมีล้อหน้า-หลังขนาดใหญ่กว่า Softail รุ่นก่อน รวมทั้งบังโคลนขนาดใหญ่ในสไตล์ Touring เรียกได้ว่าครองใจสิงห์นักบิดมาตั้งแต่ยุค 50s จนถึงปัจจุบันทีเดียว
1990 เผยโฉม FLSTF Fat Boy ที่มีโครงสร้างแตกต่างจาก Softail หลายอย่าง ตั้งแต่ตะเกียบคู่หน้า บังโคลน ไปจนถึงวงล้อที่โดดเด่นสะดุดตาด้วยกระทะล้อแบบ Solid-cast Disc แต่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Fat Boy จริงๆ ก็คือ รูสำหรับร้อยเชือกหนัง 6 รู ด้านข้างเบาะนั่ง คล้ายกับดีไซน์ของแจ๊คเก็ตหนังและเสื้อกั๊กหนัง แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ โลโก้ข้างถังน้ำมัน ที่สื่อถึงความเป็นชาตินิยมตามฉบับอเมริกันชน ไม่ว่าจะเป็นรูปดาวพร้อมอักษรย่อ USA หรือแนวเส้นคล้ายรูปนกอินทรีสยายปีก ซึ่งพบได้ข้างถังน้ำมัน Fat Boy ทุกคันตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน สำหรับเมืองไทย เรียกได้ว่า Fat Boy เป็นรุ่นพิมพ์นิยมสำหรับแฟนๆ ฮาร์เล่ย์เลยก็ว่าได้
1998 ฮาร์เล่ย์ควบรวมกิจการกับ Buell Motorcycle และเปิดโรงงาน 2 แห่งใหม่ที่ Menomonee Falls มลรัฐวิสคอนซิน และ Kansas City มลรัฐมิสซูรี่
1999 เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ Dyna และ Touring รุ่นต่างๆ พร้อมเทคโนโลยี Twin Cam 88 Engine มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น 5 เท่าจากปี 1986
2001 ฮาร์เล่ย์ส่ง VRSCA V-Rod ขนาด 115 แรงม้าลงตลาด นวัตกรรมใหม่ในระบบ Liquid-cooled Engine
2002 VRSCA V-Rod คือความท้าทายที่ Harley ได้สร้างสรรค์ขึ้นบนความแตกต่างจากมอเตอร์ไซค์รุ่นก่อนๆ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ Harley ไว้ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
รถแข่ง คือ แรงบันดาลใจในการสร้าง V-Rod ด้วยรูปทรงเพรียวลมเช่นเดียวกับรถแต่ง (Dragster) พร้อมเครื่องยนต์ขนาดใหญ่แบบ 60 degree, dual overhead cam, liquid-cooled V-Twin Revolution คือความลงตัวที่ผสานกันระหว่างความงามและความแรง แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ก็คือ โทนสีแบบ Metallic Silver โดยเฉพาะที่ตัวถังซึ่งใช้เทคนิคการพ่นสีแบบ Anodized Aluminum ถือเป็นความแรงเร้าใจที่ยังคงกลิ่นอายของ ฮาร์เล่ย์ไว้ได้ดีทีเดียว