โธมัส พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี กล่าวว่า ได้นำเอาแนวทาง การคิดแบบสตาร์ทอัพ ทำอย่างเอสเอ็มอี มีระบบแบบมหาชน มาใช้ในการพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์แอนิเทค แล็บพลัส ซีรีส์ โดยได้ตระหนักถึงปัญหาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในคุณภาพ ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการเข้าถึงสินค้ากลุ่มสุขภาพและสุขอนามัยที่มีอยู่ในท้องตลาด จึงได้ริเริ่มทำการวิจัยและพัฒนาร่วมกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 2 ปี ต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาสู่สินค้านวัตกรรมเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต ซึ่งจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจในการรักษาสุขอนามัยของตนเองมากขึ้น ทำให้ต้องเร่งการผลิตและเริ่มทำการทดสอบผลิตภัณฑ์ให้พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากที่สุด นอกจากนี้ได้มีการลงทุนทาง การตลาด การรับประกันความปลอดภัย การเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อรองรับการขยายฐานลูกค้า ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าแอนิเทคสามารถทำธุรกิจแบบข้ามอุตสาหกรรมได้อย่างมืออาชีพ เพิ่มโอกาสการเติบโตของธุรกิจแบบก้าวกระโดด
แอนิเทค แล็บพลัส ซีรีส์ นับเป็นแบรนด์แรกที่มีสินค้าหลากหลายครอบคลุมทุกหมวดหมู่ ตั้งแต่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลและครัวเรือน (personal and home care) อาทิ น้ำยาฆ่าเชื้อโรค, น้ำยากำจัดไรฝุ่น, กลุ่มอุปกรณ์ดูแลสุขอนามัยและสุขภาพ (health and hygiene devices) เช่น เครื่องทำน้ำยาอิเลคโทรไลต์ และสุดท้าย กลุ่มอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (personal protective equipment) เช่น หน้ากาก KN95 เป็นต้น รวมกว่า 40 รายการ ซึ่งเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่กล้ารับประกันความเสียหายสูงสุด 50,000 บาทต่อทั้งร่างกายและทรัพย์สินในทุกตัวสินค้า ซึ่งตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทฯ ได้เริ่มจำหน่ายสินค้าในกลุ่มแอนิเทค แล็บพลัส ซีรีส์ จนถึงปัจจุบันมียอดขายรวมทั้งสิ้นกว่า 30 ล้านบาท และมั่นใจว่าสิ้นปี 2563 นี้ จะสามารถปิดยอดขายกลุ่มสินค้าใหม่นี้ได้ไม่ต่ำกว่า 45 ล้านบาท หรือ 13% จากยอดขายรวมทั้งปี กว่า 350 ล้านบาท ซึ่งเติบโตจากปีก่อนหน้ากว่า 10% นับได้ว่าเป็นกลยุทธ์เสริมแกร่งธุรกิจด้วยการส่งกลุ่มสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด ช่วยให้ผลประกอบการปีนี้ดีกว่าปีที่ผ่านมาในสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว