Qoo จึงน่าจะเป็นตัวที่เข้ามาเชื่อมต่อกลุ่มเด็กไม่ให้หายไปไหน เพราะดูกลยุทธ์แรกที่โค้กใส่เข้าไปแล้ว เหมือนกับว่าโค้ก พยายามขายในเรื่องของความสนุกจาการดื่ม หรือวางตัวเองเป็น Fun Drink แทนที่น้ำอัดลมประเภทน้ำสี สังเกตได้จากการนำตัวมาสคอตยอดฮิตอย่างตัวการ์ตูนคู ที่เป็นขวัญใจของเด็กและวัยรุ่นญี่ปุ่นเข้ามาเป็นตัวสร้างความสัมพันธ์หรือรักแรกพบระหว่างแบรนด์คูกับผู้บริโภค
นั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้น้ำผลไม้ Qoo ไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควรหลังจากการทำตลาดมาระยะหนึ่ง เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ตลาดน้ำผลไม้จะมีเรื่องของสุขภาพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจุดขายหลัก แต่สำหรับคูแล้ว จำนวนเปอร์เซ็นต์ของน้ำผลไม้ที่มีแค่ 10% ทำให้ภาพของคู ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพพลอยเจือจางไปพร้อมกับปริมาณความเข้มข้นของเปอร์เซ็นต์น้ำผลไม้
คู่แข่งที่เป็นผู้เล่นหน้าเดิมๆ อย่างทิปโก้ ถึงกับใช้จุดอ่อนในเรื่องนี้ เข้ามารับมือกับการเข้าตลาดของคู โดยมีการออกน้ำผลไม้สำหรับเด็กที่เป็นน้ำผลไม้พรีเมียมเข้มข้น 100% ภายใต้แบรนด์ ทิปโก้ จูเนียร์ มาชน เพื่อปกป้องตลาดของตัวเอง
เหตุผลสำคัญที่ทำให้การเปิดตัวของQoo ไม่เป็นที่ฮือฮาหรือได้ดั่งใจโค้ก ที่หมายมั่นปั้นมือกับแบรนด์นี้ค่อนข้างมาก น่าจะมาจากเด็กๆ ของบ้านเรายังคงดื่มนมเป็นเครื่องดื่มหลักมากกว่าดื่มน้ำผลไม้ ขณะเดียวกัน ยังมีตัวนมเปรี้ยวที่ผสมน้ำผลไม้ เป็นเครื่องดื่มอีกตัวที่เข้ามาแชร์กระเพาะของเด็กๆ จนไม่มีพื้นที่ในกระเพามากพอที่จะให้น้ำผลไม้แบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาขอส่วนแบ่ง ซึ่งว่าไปแล้ว คนไทยเองดื่มน้ำผลไม้น้อยอยู่แล้ว ถ้าเทียบกับคนประเทศนอก
อย่างคนยุโรปดื่มน้ำผลไม้ 22.1 ลิตร/คน/ปี คนไทยดื่มแค่ไม่เกิน 5 ลิตร/คน/ปี เป็นเพราะประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนที่มีผลไม้สดหลากหลายชนิด มีผลผลิตให้เรากินตลอดปีให้เราเลือกกิน แต่ชาวต่างชาติอย่างทวีปยุโรปหรืออเมริกานั้นผลไม้สดมีไม่หลากหลายเท่าเรา
แม้Qoo จะมีการพลิกเกม หันมาเน้นในเรื่องของคุณค่าของสินค้า ผ่านการ Add Value ในเรื่องของวิตามินต่างๆ และแคลเซียมเข้าไป พร้อมกับปรับแพ็กไซส์หันมาออกขนาดกล่องเล็ก 5 บาท เพื่อสร้างแรงดึงดูดในการตัดสินใจซื้อกับกลุ่มแม่บ้านที่เป็นคนมีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อ แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าไรนัก ในท้ายที่สุดจึงหายไปจากตลาดบ้านเรา
อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวของ Qoo กลายเป็นบทเรียนสำคัญให้กับโค้ก ในการก้าวสู่ตลาดเครื่องดื่มนอนคาร์บอเนต เพราะหลังจากคูหายไปจากตลาด โค้ก ก็มีการหันมาปั้นน้ำผลไม้แบรนด์ใหม่ที่คราวนี้เขยิบขึ้นมาเป็นกลุ่มผู้ใหญ่แทนกลุ่มเด็กเหมือนในครั้งแรกที่เข้าตลาด โดยโค้กส่งแบรนด์ระดับโลกอย่างมินิท เมด ภายใต้ซับแบรนด์ สแปลช เข้ามาทำตลาด
ใบเบิกทางแรกที่มินิทเมด สแปลชใช้ก็คือ การขายในเรื่องของสุขภาพที่มีการ Add Value วิตามินที่มีประโยชน์อย่าง A ,E , C เข้าไป เพื่อเปิดเซ็กเม้นต์ใหม่คือ น้ำผลไม้ ซูเปอร์อีโคโนมี่ คือเป็นน้ำผลไม้ในเปอร์เซ็นต์ไม่สูงมากนัก แต่มีคุณประโยชน์จากสารอาหารที่เพิ่มเข้าไป
จุดแข็งในเรื่องของแบรนด์และระบบจัดจำหน่าย ถูกดึงมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับการใช้หน่วยรถของโค้กที่มีอยู่กว่า 2 พันคัน เป็นเครื่องมือในการผลักดันสินค้าให้เข้าสู่ร้านค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านอาหารริมข้างทางที่กระจายอยู่ทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก เพื่อผลักดันให้เครื่องดื่มตัวนี้ เข้าไปเป็นเครื่องดื่มคู่มื้ออาหารสำหรับคนที่ไม่อยากดื่มน้ำอัดลม ซึ่งโดยนัยแล้ว สแปลช ได้เข้าไปเบียดตลาดของกรีนสปอตที่เคยกินตลาดตรงนี้อยู่ได้สำเร็จ
มินิทเมด สแปลช เป็นก้าวแรกที่เข้ามาประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และโค้กมีการขยายไลน์นำตัวมินิทเมด พัลพิ ที่มีการผสมเนื้อผลไม้เข้าไปเพื่อขยับขึ้นมาเล่นในตลาดบนขึ้น ถือเป็นการช่วยเสริมให้แบรนด์มินิทเมดในเมืองไทยแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
ก้าวแรกของโค้กที่ไม่ประสบความสำเร็จในตลาดน้ำผลไม้ ทำให้ก้าวที่ 2 ของโค้ก ต้องรุกแบบระมัดระวังเต็มที่และนั่นก็ได้ผลอย่างมาก เพราะวันนี้ โค้ก กลายเป็นผู้นำในตลาดน้ำผลไม้ระดับซูเปอร์อีโคโนมี่อย่างเต็มภาคภูมิ....