วิดีโอคอนเทนต์กลายมาเป็นอาวุธสำคัญของนักการตลาดในยุคดิจิตอล เนื่องจากสามารถสื่อสารได้หลากหลายรูปแบบและยังมีแพลตฟอร์มอีกมากมายที่ผู้คนนิยมดูวิดีโอ ทำให้แบรนด์และสินค้าต่างๆ สร้างการสื่อสารผ่านวิดีโอคอนเทนต์อย่างมากมาย
อรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ หรือคุณเอิร์ธ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Adapter Digital จำกัด ในฐานะดิจิตอลเอเยนซี ที่มีผลงานด้านการโฆษณาออนไลน์ โดยเฉพาะงานด้านวิดีโออย่างโดดเด่น อธิบายต่อไปอีกว่า “ในยุคก่อนวิดีโอจะเน้นไปที่การสร้างการรับรู้เป็นหลัก พอช่วงหลังๆ แบรนด์เริ่มเอาวิดีโอมาเป็นตัวขับเคลื่อนในเรื่องของ Brand Consideration คือการทำให้คนสนใจสินค้านั้นมากขึ้น ให้คนมองหาแบรนด์เป็นอันดับต้นๆ ในใจ และที่สำคัญ คือ วิดีโอสามารถก้าวข้ามไปถึงขั้นของการตัดสินใจซื้อขายสินค้าของผู้บริโภคไปแล้ว”
เมื่อบทบาทหน้าที่ของวีดีโอจะค่อนข้างลึกกว่าเมื่อก่อน คือไม่ใช่เเค่การสร้าง Awareness เหมือนเมื่อก่อน วิดีโอถูกพัฒนาขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ในมิติต่างๆ ของแบรนด์และการตลาดว่าจะเข้ามาซัพพอร์ตในเรื่องอะไร เพียงแต่โจทย์ของแบรนด์มีมากกว่าหนึ่ง คงไม่ใช่แค่การใช้วิดีโอมาตอบโจทย์การทำตลาดแค่อย่างเดียว แต่มันคือการสลับขั้วของเครื่องมือที่มีอยู่อย่างมากมาย เเละคอนเทนต์ ว่านักการตลาดจะทำได้ดีแค่ไหน
นี่คือข้อดีของวิดีโอที่เข้ามามีส่วนสำคัญในการทำการตลาดในยุคนี้
อย่างที่บอกว่า วิดีโอ สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของแบรนด์ได้หลากหลายแง่มุม
คำถามต่อมาคือ แล้วแบรนด์มีความเข้าใจในการใช้เครื่องมือตรงนี้มากน้อยแค่ไหน?
คุณเอิร์ธ ได้ขยายความในส่วนนี้เพิ่มเติมว่า “ใครๆ ก็ทำวิดีโอได้ แต่ทำออกมาแล้วประสบความสำเร็จหรือเปล่า ทำมาแล้วตรงตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้หรือเปล่านั้นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนใหญ่เมื่อมีแนวคิดที่จะทำวิดีโอสิ่งแรกที่จะโฟกัสกันก็คือ ตัวเลข เช่น กี่วิว กี่ไลค์ กี่แชร์ นั่นเป็นหลุมพรางของคนทำวีดีโอที่จะต้องมองข้ามไปให้ได้ แล้วเปลี่ยนมุมมาโฟกัสว่าเราจะทำวิดีโอขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์แบรนด์ในมิติไหนมากกว่าถึงจะเรียกว่าสร้างสรรค์ค์วิดีโอด้วยความเข้าใจ”
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถใช้วิดีโอคอนเทนต์ด้วยความเข้าใจให้มีประสิทธิภาพและทรงพลัง แต่ก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากจนเกินความสามารถของนักการตลาดในยุคดิจิตอลทั้งหลาย เพราะอย่างที่ คุณเอิร์ธได้อธิบายไปว่า การจะผลิตงานวิดีโอขึ้นมาสักชิ้นหนึ่งต้องตั้งคำถามและตอบให้ได้ว่า งานนี้เราทำมาเพื่อตอบโจทย์การตลาดในมิติไหน