โอกาสการทางการตลาดจะเกิดขึ้นเมื่อนักการตลาดสามารถระบุกลุ่มของลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการ ในขนาดหรือจำนวนที่มากพอ สถานการณ์ที่ทำให้เกิดโอกาสทางตลาดมีอยู่ 3 สถานการณ์ด้วยกัน คือ
1. การป้อนสินค้าบางอย่างซึ่งกำลังขาดแคลน หรือเป็นที่ต้องการอย่างสูงเข้าสู่ตลาด
2. การป้อนผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่มีอยู่แล้ว ในรูปแบบ หรือลักษณะใหม่ที่ดีกว่าเดิม
3. การป้อนผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่
กรณีศึกษาของ “ทาโร่” ในการเข้าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปด้วยการส่งก๋วยเตี๋ยวเส้นปลา “ทาโร่” เข้าสู่ตลาด คือ หนึ่งในตัวอย่างของการสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ตัวเอง
ทาโร่ ขยายฐานเข้ามาเล่นในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีมูลค่าสูงถึง 17,000 ล้านบาท โดยนำเสนอสินค้าที่ยังไม่เคยมีใครทำในตลาดมาก่อน นั่นคือ ก๋วยเตี๋ยวเส้นปลาใน 2 รสชาติคือ ต้มยำกุ้งน้ำข้น และรสชาติเย็นตาโฟหม้อไฟ เป็นการป้อนผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่มีอยู่ในตลาดมาก่อน เข้ามาสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ให้กับตัวเอง
แม้จะเป็นผู้นำในตลาดที่มีส่วนแบ่งอยู่ในมือค่อนข้างมากคือกว่า 70% แต่ตลาดขนมขบเคี้ยวที่ทำจากเนื้อปลาของบ้านเรากลับมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทเท่านั้น การเติบโตทางธุรกิจที่ดีที่สุดจึงน่าจะอยู่ที่การมองหาหรือผลักดันตัวเองเข้าไปแข่งขันในตลาดที่มีมาร์เก็ตไซส์ที่ใหญ่กว่าอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
โดยปกติ การเพิ่มยอดขายในสินค้ากลุ่มเดิมที่ทำตลาดอยู่นั้น อาจจะทำได้โดย 1.การเพิ่มการใช้หรือการบริโภคกับลูกค้ากลุ่มเดิม 2.การขยายการเติบโตจากลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ 3.แย่งส่วนแบ่งตลาดมาจากคู่แข่ง ซึ่งในกรณีนี้ อาจจะเกิดขึ้นกับตลาดที่ไม่มีการเติบโต เป็นการเล่นเกมแบบ “Zero - sum game” นั่นคือ มีแบรนด์หนึ่งที่ได้ส่วนแบ่ง ขณะที่อีกแบรนด์ต้องเสียส่วนแบ่งตลาดของตัวเองไปให้
ส่วนวิธีที่ 4 จะเป็นเรื่องของการเพิ่มยอดขายจากตลาดต่างประเทศ ซึ่งทาโร่ ทำอยู่แล้ว ขณะที่วิธีที่ 5.จะเป็นเรื่องของขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ไปยังตลาดใหม่ๆ ซึ่งทาโร่ เลือกใช้วิธีนี้ โดยเข้าตลาดด้วยจุดแข็งของการเป็นแบรนด์ปลาเส้นที่ต่อยอดมาสู่ก๋วยเตี๋ยวเส้นปลา ที่แวลู่ของมันน่าจะอยู่ที่เรื่องของการเป็นสินค้าที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าสินค้าที่มีอยู่เดิมๆ ในตลาด