แคทเธอรีน เฉิน รองประธานอาวุโสและคณะกรรมการบริหารของหัวเว่ยได้กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “เชื่อมั่นในพลังของเทคโนโลยี”ซึ่งอธิบายถึงบทบาทของเทคโนโลยีในการเป็นขุมพลังเพื่อพัฒนามนุษย์ พร้อมสนับสนุนให้บุคคลและองค์กรนึกถึงอนาคตในภาพกว้างและลงมือร่วมใจทำแม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่ง รวมถึงตอกย้ำการสนับสนุนองค์การสหประชาชาติของหัวเว่ยในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่การสร้างโลกแห่งนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับทุกคนโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
“วันนี้ หากเราพูดถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ โดยส่วนตัวแล้ว ดิฉันเชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการจะทำให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ โดยเราต้องร่วมกันทำตามแนวทาง 2 ประการ เพื่อปลดล็อกศักยภาพของเทคโนโลยีและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน”
ประการแรก ความท้าทายในการก้าวข้ามความขัดแย้งและเห็นร่วมกันว่าเทคโนโลยีเป็นขุมพลังสำคัญในการพัฒนาของมนุษยชาติ
เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต เห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้นหลังการค้นพบครั้งใหญ่ด้านวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีแต่ในปัจจุบันการพัฒนาด้านเทคโนโลยีถูกพูดถึงอย่างเกินจริง ในแง่ร้ายและโยงกับการเมืองจนหลายฝ่ายเลิกเชื่อมั่นในพลังของเทคโนโลยีจากความกลัวและความไม่ไว้ใจกระทั่งถึงจุดที่บางคนพยายามขัดขวางการพัฒนาของเทคโนโลยี
จากรายงานฉบับหนึ่งที่ดิฉันอ่านเมื่อไม่นานมานี้ กล่าวว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศจีนที่ไม่ได้รับการควบคุมอย่างเต็มที่จะเป็นแพลตฟอร์มที่อันตรายต่อประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่ง 5G ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มนั้น
5G เป็นเทคโนโลยีมาตรฐานที่สามารถส่งมอบค่าแบนด์วิดท์ที่สูง ค่าความหน่วงต่ำ และการเชื่อมต่ออย่างทั่วถึงครอบคลุมช่วยให้อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นดิจิทัลและเป็นประโยชน์กับทุกคน ทั้งนี้ การติดตั้ง5G ในวงกว้างมีให้เห็นแล้วในหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกผู้บริโภคทั่วไปก็ได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ด้าน 5G ในขณะที่ฝั่งภาคอุตสาหกรรมใช้ 5G ในอุตสาหกรรมการท่าเรือ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ และการคมนาคมที่ช่วยยกระดับศักยภาพของการดำเนินการ
หากเราจะกล่าวว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก แต่การพัฒนาเทคโนโลยีนั้นเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง การกล่าวเช่นนั้นก็จะทำให้เกิดเพียงแต่ความแตกแยก ความสับสน และความถดถอยเท่านั้น
เราจึงจำเป็นต้องมีความเห็นในเรื่องนี้ที่ตรงกันในระดับโลก และต้องเชื่อมั่นในศักยภาพและพลังของเทคโนโลยีที่จะสามารถช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม
แน่นอนว่าเทคโนโลยีใหม่มีความเสี่ยงที่อาจจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่ความกังวลที่เพิ่งเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมเราเห็นการสร้างกฎข้อบังคับขึ้นมาเพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว กฎต่างๆ เหล่านี้จึงทำให้การพัฒนาทางเทคโนโลยีสามารถก้าวข้ามผ่านขอบเขตของแต่ละประเทศได้และยังช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของทุกคน
ความท้าทายอันดับที่สองของเราคือความมุ่งมั่นที่จะทำให้เทคโนโลยีมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงพร้อมสร้างคุณค่าสำหรับทุกคน
แม้ว่าการเห็นพ้องต้องกันจะเป็นเรื่องยาก แต่กลับเป็นเรื่องง่ายที่จะปิดกั้นทางเทคโนโลยี โดยองค์กรต่างๆเชื่อว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสามารถเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ก่อนได้
จากการเน้นความเข้าใจร่วมกันที่มีอยู่อย่างจำกัดในตอนนี้รวมไปถึงการคำนึงถึงทรัพยากรที่มีอยู่เราสามารถขับเคลื่อนไปได้ทีละก้าวโดยการปฏิบัติซ้ำๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้เกิดความสมบูรณ์แบบการสร้างความขัดแย้งจึงหมายถึงการหยุดนิ่ง
หัวเว่ยสนับสนุนการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างสม่ำเสมอเราเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วเทคโนโลยีจะนำมาซึ่งประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ และเทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยองค์การสหประชาชาติให้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยหัวเว่ยได้ศึกษาการใช้งานของเทคโนโลยีดิจิทัลหลากหลายรูปแบบที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนดังกล่าว
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้คือ โซลูชัน Smart PV ของหัวเว่ยที่ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในกว่า 60 ประเทศทั่วโลกโดยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 148 ล้านตัน ซึ่งเท่ากับการปลูกต้นไม้มากกว่า 200 ล้านต้น เฉพาะในประเทศเอธิโอเปีย เราได้ช่วยลูกค้าของเราติดตั้งสถานีพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 400แห่ง ซึ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้กว่า 2,850 ตัน นอกจากนี้ในประเทศจีนเรายังได้ช่วยสร้างสถานีพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งจะนำไปใช้ในด้านเกษตรกรรมและการประมงในมณฑลหนิงเซี่ยและมณฑลซานตง
ยิ่งไปกว่านั้น หัวเว่ยและองค์การยูเนสโกยังได้เปิดตัวโครงการ Open Schools โดยมีระยะเวลาการดำเนินงานร่วมกันทั้งหมด 3 ปี เพื่อสนับสนุนโรงเรียนในประเทศอียิปต์ เอธิโอเปีย และกานา ด้านการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษผ่านการศึกษาทางออนไลน์
ในทุกกรณีตัวอย่างเหล่านี้ทุกๆการเชื่อมต่อ ทุก ๆ ปริมาณของการปล่อยก๊าซที่ลดลงหรือแม้แต่ทุกๆ จำนวนวัตต์ของไฟฟ้าที่เราสามารถประหยัดได้รวมถึงการพัฒนาก้าวเล็กๆที่เราทำมาทั้งหมด จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากไม่มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีในก้าวเล็กๆและสิ่งนี้เองคือคุณค่าที่เทคโนโลยีนำมาสู่โลก