ตั้งแต่ 15 ธันวาคม 2563 ที่ภาครัฐได้ปลดล็อกกัญชาและกัญชงจากการเป็นยาเสพติดในหลายส่วน (ยกเว้นช่อดอก และเมล็ดกัญชา) ได้จุดกระแสความสนใจให้เกิดขึ้นเป็นวงกว้างทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิต นำมา สู่คำถามว่ากัญชาและกัญชงจะสามารถเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ได้หรือไม่ มี 4 เงื่อนไขอะไรที่ต้องคำนึงถึงดังนี้
1. กัญชงเปิดกว้างกว่ากัญชา
กัญชงน่าจะมีศักยภาพในการเป็นพืชเศรษฐกิจ หรือ Cash Crop ที่เปิดกว้างสำหรับเกษตรกรและผู้ลงทุน ได้มากกว่ากัญชา เนื่องจากเงื่อนไขการปลูก การสกัด การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายกัญชายังคงมุ่งเน้นไปเพื่อ ประโยชน์ทางการแพทย์เป็นหลัก จากการที่กัญชามีสาร THC ที่มีผลต่อระบบประสาท ขณะที่การปลูกและการใช้ ประโยชน์จากกัญชงทั้งเพื่อสารสกัด CBD น้ำมันเมล็ดกัญชง และเส้นใย (Fiber) จะมีความผ่อนคลายมากกว่า แม้ตลอดซัพพลายเชนของทั้งคู่ยังต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ โดยคาดว่า ผลผลิตกัญชงต้นน้ำของไทย รอบแรกหลังการปลดล็อก น่าจะทยอยออกสู่ตลาดได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2564
2. ตลาดยาสร้างมูลค่าได้มากกว่าอาหาร
ความต้องการสารสกัด CBD และน้ำมันเมล็ดกัญชง เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม อาหารเสริม อาหารสัตว์ รวมถึงเส้นใยสำหรับเป็นวัตถุดิบใน สินค้านวัตกรรม เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ พลาสติกชีวภาพ เป็นต้น ที่มีแนวโน้มเติบโตทั้งในประเทศและตลาดโลก จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดการลงทุนเพาะปลูกกัญชงเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
มีการประเมินว่า ตลาดกัญชงโลกในปี 2563 มีมูลค่าราว 4,748 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเร่งตัวขึ้นไปแตะ 18,608 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2570 หรือเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 22.4 ต่อปี
ทั้งนี้ แม้อุปสงค์ในผลิตภัณฑ์ปลายน้ำจะมีแนวโน้มเติบโตดี แต่ประเด็นสำคัญสำหรับการลงทุนเพาะปลูก กัญชงของไทย คงจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพและราคา โดยเฉพาะหากในอนาคตมีการ เปิดเสรีนำเข้าวัตถุดิบหรือสารสกัดกัญชงจากต่างประเทศได้ ซึ่งแน่นอนว่า นอกจากการชั่งน้ำหนักระหว่างคุณภาพ และราคาของกัญชงเมื่อเทียบกับสินค้าทดแทนอื่นๆ แล้ว กัญชงต้นน้ำของไทยจำเป็นต้องมีคุณภาพดี ราคาไม่สูง เกินไป และแข่งขันได้กับวัตถุดิบและสารสกัดกัญชงจากต่างประเทศด้วย กล่าวได้ว่า การลงทุนเพาะปลูกกัญชง จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงประเด็นนี้