คุณจันต์สุดา กล่าวถึงเหตุการณ์ในช่วงดังกล่าวว่า ทีมงานสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับมี Mindset ที่คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใน Ecosystem แกร็บมุ่งมั่นที่จะทำให้ผู้บริโภค พาร์ทเนอร์ร้านอาหาร และพาร์ทเนอร์คนขับมีความพึงพอใจสูงสุด โดยในทางด้านของร้านอาหารนั้น หลังจากเกิดมาตรการล็อกดาวน์ใหม่ๆ ส่งผลให้จำนวนร้านอาหารที่สมัครเข้ามาเพิ่มขึ้น 3 เท่า GrabFood จึงรวบรัดกระบวนการสมัครให้เร็วขึ้นภายใน 7 วัน จากเดิมอยู่ที่ 2-3 สัปดาห์ ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้คนขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ปกติให้บริการส่งผู้โดยสารมาลงทะเบียนส่งอาหารในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และยังเปิดบริการ GrabMart ขึ้นในเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากการสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้กับคนขับแล้ว ยังเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคสำหรับบริการ สั่งซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ต–ร้านสะดวกซื้ออย่างรวดเร็วพร้อมจัดส่งภายใน 25 นาที
ในฐานะผู้นำตลาด GrabFood ยังมีบทบาทของการสร้างมาตรฐานใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรม ผ่านแคมเปญการสื่อสารที่สร้างสีสันมากกว่าการสู้กันที่ราคา โดยได้หยิบยกคอนซูเมอร์อินไซต์มานำเสนอสิทธิประโยชน์ต่อลูกค้าในมุมมองใหม่ๆ ผ่านแคมเปญต่างๆ อย่าง “Free Your Hunger เลิกกินตามใคร กดสั่งตามใจ” ที่ได้รับผลตอบรับอย่างดีเมื่อปลายปีก่อน
“ถ้าเป็นสมัยก่อนเราจะใช้ราคามาทำโปรโมชั่น ตัวเลขส่วนลดประมาณครึ่งหนึ่งของสื่อ แต่ปีก่อนเราเริ่มทำการสื่อสารที่เจาะ Pain Point ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็น Millennials และ Gen Z จนเป็นที่มาของแคมเปญ Free Your Hunger ซึ่งเกิดขึ้นจากแนวคิดที่ผู้บริโภคทุกคนต่างก็พบปัญหาหนักอกและคิดไม่ตก เพราะติดกับดักความเคยชินจนมักจะเลือกสั่งแต่อาหารแบบเดิมๆ หรือสั่งตามคนอื่น หรือเนื่องด้วยข้อจำกัดต่างๆ เช่น ไม่อยากเดินไปซื้อ ร้านอาหารอยู่ไกล เป็นต้น เราจึงอยากนำเสนอตัวช่วยสำคัญในการมอบ อิสรภาพทางการกินให้กับผู้บริโภคด้วยเมนูอาหารที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และยังมีเมนูพิเศษที่มีขายเฉพาะบน GrabFood เท่านั้น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถสั่งอาหารได้ตามที่ตัวเองอยากรับประทาน”
Free Your Hunger นับเป็นแคมเปญใหญ่ที่ใช้สื่อครอบคลุมตั้งแต่ทำหนังสั้นโปรโมทแคมเปญ โดยได้ผู้กำกับชื่อดังอย่าง เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ และนำแสดงโดยนักร้องไอดอลวง BNK48 มาช่วยบอกเล่าเรื่องราวผ่านหนังสั้นที่ดึงเอาพฤติกรรมผู้บริโภคที่ติดกับดัก ความเคยชินในการเลือกเมนูอาหารออกมาถ่ายทอดเรื่องราวตามสถานการณ์ต่างๆ พร้อมนำเสนอความหลากหลายของเมนูอาหาร และเมนูสุดพิเศษที่มีเฉพาะบน GrabFood มาเล่าผ่านหนังสั้นให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
11.11 มี Grab ไม่กินแกลบ เป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่เกิดจากการเจาะลึกถึงพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ อย่างหนักหน่วงในเทศกาล ต่างๆ GrabFood จึงจับมือกับลาซาด้า ทำโปรโมชั่นร่วมเพื่อส่งมอบประสบการณ์ความคุ้มค่าในทุกการสั่งอาหารให้แก่ผู้บริโภค
นอกจากนี้ยังใช้ Influencer อย่าง Food Blogger และ KOL ในการทำคอนเทนต์ร่วมกัน หรือแม้กระทั่งเพจร้านอาหาร และร้านอาหารสตรีทฟู้ดเล็กๆ ในชุมชนต่างจังหวัด เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคท้องถิ่น
“ด้วยความที่ GrabFood เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ เราจึงมุ่งเน้นทำตลาดในช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งเราทำในหลายระดับตั้งแต่ระดับแมส ระดับเซ็กเม้นต์ และระดับ Personalized โดยอย่างหลังนี้ใช้กลไกผ่าน Big Data ในการนำเสนอ Personalized Offer ตามความต้องการของแต่ละคนที่แตกต่างกัน”
อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าธุรกิจ Food Delivery ในปีนี้ยังคงเติบโตต่อเนื่องเช่นเดียวกับการแข่งขันที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ดังนั้น GrabFood จึงยึดหลัก GROW เป็นหัวใจในการทำงาน กล่าวคือ
G-GrabFood Leadership สร้างความน่าเชื่อถือของบริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมแคมเปญดีล และร้านอาหารที่หลากหลายเพื่อครอง ความเป็นผู้นำตลาดต่อไป
R-Relationship with Stakeholder สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับทุก Stakeholder นั่นหมายถึงการทำให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกสบาย มีโปรโมชั่น และร้านอาหารตามที่ต้องการ ในขณะที่คนขับได้งานและค่าตอบแทนที่พึงพอใจ ส่วนร้านค้าก็ได้ออร์เดอร์ และยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น
O-Opportunities for New Business สร้างโอกาสธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ GrabMart และ GrabKitchen ที่ปัจจุบันมีสาขามากถึง 8 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และยังมีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง
W-Digital Workforce สนับสนุนคนขับและร้านค้าให้มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น โดยในส่วนของคนขับนั้นได้มีการจับมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า และ Klasssi powered by KBank เปิดตัว GrabAcademy เพิ่มทักษะการทำการตลาดออนไลน์ ภาษาและพื้นฐานการบริหารธุรกิจแก่ร้านอาหาร-คนขับ ร้านค้าออนไลน์ ตัวอย่างคอร์ส เช่น หลักสูตรสอนถ่ายรูป หรือทำคอนเทนต์ ให้เกิด Engagement และล่าสุดเปิดตัว GrabExpress Sellers Club จับมือกับ TikTok และ AIS SME มอบสิทธิพิเศษเพื่อกลุ่ม ร้านค้าออนไลน์ รวมไปถึงการสนับสนุนด้านโซลูชั่นทางการตลาด (Marketing Solution)
สำหรับแนวโน้มภาพรวมธุรกิจในปีนี้ คุณจันต์สุดา กล่าวว่า Food Delivery ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีการคาดการณ์ว่า ปีนี้มูลค่าตลาด Food Delivery ในไทยจะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 74,000 ล้านบาท ส่วนปี 2565 คาดการณ์ตลาดรวมเท่ากับ 82,000 ล้านบาท จึงคิดว่าตลาดนี้จะเติบโตต่อเนื่อง