ด้านเศรษฐกิจโลกธนาคารกลางยุโรปปรับเป้าหมายเงินเฟ้อหนุนการฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐฯมีสัญญาณชะงักงันชั่วคราวในภาคบริการ ส่วนญี่ปุนเผชิญแรงกดดันจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้า
เศรษฐกิจยูโรโซนปรับตัวดีขึ้น คาดธนาคารกลางยุโรปคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปีข้างหน้า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามโครงการ Pandemic Emergency Purchase Program (PEPP) ที่ระดับ 1.85 ล้านล้านยูโรจนถึงเดือนมีนาคมปี 2565 ในการประชุมครั้งนี้ยังมีมติปรับเป้าหมายเงินเฟ้อจากเดิมที่กำหนดให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานต่ำกว่าหรือเข้าใกล้ 2%เป็นอยู่ที่ระดับ 2% ในระยะปานกลาง
เศรษฐกิจยูโรโซนยังมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นโดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมภาคผลิตและภาคบริการเบื้องต้นเดือนกรกฎาคมแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2543 ที่ 60.0 อย่างไรก็ตาม ECB ยังไม่จำเป็นต้องเร่งปรับดอกเบี้ยเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังต่ำโดย ECB คาดว่าอัตราเงินเฟ้อช่วงปี 2564-2566 จะอยู่ที่ 1.9% 1.5% และ 1.4% ตามลำดับ ส่วนการปรับเป้าหมายเงินเฟ้อของ ECB จะเปิดโอกาสให้อัตราเงินเฟ้อสามารถดีดตัวชั่วคราวได้สูงกว่า 2% โดย ECB ไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยและสามารถใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายได้ต่อเนื่อง ซึ่งประธาน ECB ยืนยันว่าธนาคารจะไม่ถอนมาตการ QE เร็วเกินไปเพราะอาจส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลง ด้านวิจัยกรุงศรีคาดว่าหลังโครงการ PEPP สิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 2565 ECB จะปรับเพิ่มการเข้าซื้อสินทรัพย์ภายใต้ Asset Purchase Program (APP) ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงไว้ในระดับต่ำอย่างน้อยจนถึงปี 2566
เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวต่อเนื่องท่ามกลางข้อจำกัดด้านอุปทานในภาคบริการ ส่วนความไม่แน่นอนจากไวรัสกลายพันธุ์ยังมีจำกัด ในเดือนมิถุนายนตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านแตะระดับ 1.64 ล้านยูนิตสูงสุดในรอบ 3 เดือน สำหรับในเดือนกรกฎาคมดัชนีภาคการผลิตของเฟดแคนซัสซิตี้แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มจัดทำข้อมูลเมื่อปี 2544 ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตเบื้องต้นแตะระดับ 63.1 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่จำนวนผู้ยื่นขอรับสิทธิสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 กรกฎาคมลดลงสู่ระดับ 3.24 ล้านรายต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563
เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวต่อเนื่องแม้จะเผชิญปัญหาการชะงักงันด้านอุปทานชั่วคราวในภาคบริการสะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการเบื้องต้นที่แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 เนื่องจากธุรกิจบางส่วนยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้เพียงพอ โดยดัชนีย่อยด้านการจ้างงานส่งสัญญาณหดตัวมากขึ้นจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน วิจัยกรุงศรีคาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคบริการจะกลับมาเปิดดำเนินการได้มากขึ้นในช่วงปลายปีโดยจำนวนลูกจ้างจะทยอยกลับสู่ตลาดแรงงานหลังมาตรการจ่ายเงินชดเชยการว่างงานสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน ส่วนสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้านั้น ล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อดังกล่าวแตะระดับ 3 หมื่นรายต่อวันคิดเป็น 83% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด แต่การระบาดยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ เช่น รัฐมิสซูรี อาร์คันซอ เนวาดา และยูทาห์ ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันประมาณ 3.9% ของ GDP สำหรับความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนโดยภาพรวมนั้นมีการฉีดไปแล้ว 340.4 ล้านโดส โดยมีผู้ได้รับวัคซีนครบถ้วนคิดเป็น 48.9% ของประชากร ความไม่แน่นอนดังกล่าวจึงยังจำกัดในบางพื้นที่ ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อไป
คาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นรอบใหม่และการส่งออกที่โตต่อเนื่องจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้า การส่งออกในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 48.6% YoY ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.2% ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2
การแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นรวมทั้งมาตรการควบคุมที่เข้มงวดส่งผลต่อเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3/2564 อย่างไรก็ตาม คาดว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกประมาณ 30 ล้านล้านเยน (คิดเป็นประมาณ 5.6% ของ GDP) ประกอบกับการส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดว่าปัจจัยหนุนดังกล่าวจะช่วยบรรเทาผลกระทบเชิงลบในช่วงไตรมาสที่ 3/2564 และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาสที่ 4/2564 ต่อไป