“จึงดูเหมือนกับว่า Gen Z และ Gen Alpha เข้ามาดิสรัปท์เรา เราต้องทำความเข้าใจกับสถานการณ์นี้ให้ได้ก่อน ซึ่งเราก็จะได้ประโยชน์จากการที่สามารถรองรับความต้องการของ Gen Z เพราะเมื่อเราดูแล Gen Z ได้ดี หมายความว่า เราพร้อมจะเป็น One Stop Service พร้อมที่จะ Survive ไปกับการเปลี่ยน Generation Gap เพราะเรามีความสุขุมในอดีต เรามีความมันส์ในปัจจุบัน และมีความท้าทายรออยู่ในอนาคต เราสามารถตอบโจทย์กลุ่มหลักของประเทศไทยใน 5-10 ปีข้างหน้านี้ได้ ทั้งหมดนี้คือยูนิเวิร์สที่เราสร้างขึ้นมา เป็นการเรียนรู้ Generation Gap ได้ดีในระดับหนึ่ง”
ภายใต้แรงขับเคลื่อนของการเป็น “องค์กรแห่งนวัตกรรม” สิ่งสำคัญ คือการกำหนดแนวทางเพื่อให้บุคลากร ภายในองค์กรสามารถเดินหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้ โดยอมาโด้ได้มีการสร้างแนวคิด “SHESA” ที่เปรียบเสมือน Amado DNA ที่จะทำให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกันได้สำเร็จ ซึ่งประกอบด้วย
Singularity = ทำน้อยได้มาก ทำมากได้ทวีคูณ ทุกคนสามารถเลิกงานภายใน 4-6 ชม. ได้ ถ้ามีความรับผิดชอบมากพอ เพื่อนำเวลาที่เหลือไปหาแรงบันดาลใจกลับมาสร้างสรรค์งาน
Happiness = มีความสุขในทุกลมหายใจ ไม่คิดลบ เพราะต้องใช้พลังมหาศาลในการเป็นที่ 1 ของประเทศ
Enthusiastic = กระตือรือร้นในการทำงาน กระตือรือร้น ขยัน สมาร์ท ไม่ซ้อนทับ ไม่เกิดเวลาขยะในการทำงาน
Simulation = คิดก่อนลงมือทำงาน เสนอไอเดียหรือทำงานแบบมีการจินตนาการ กระบวนการ ความรู้สึกของคน เห็นผลลัพธ์ที่จะเกิด
Appreciate = ขอบคุณที่ได้เป็นครอบครัวอมาโด้ ภูมิใจ ดีใจ ที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันที่นี่
“ท้ายที่สุดในยูนิเวอร์สของ SHESA จะทำให้เกิด Mindset ของอมาโด้ที่เป็นแบบตัวผม แบบน้องๆ หรือในบอร์ดบริหาร ทำให้ทุกย่างก้าวของอมาโด้เป็นไปอย่างมั่นใจ รู้สึกสมาร์ท ซึ่งเป็นแนวคิดในการบริหารงาน HR ภายในองค์กร และเป็นแนวคิดของคนนิวเจนในอมาโด้ทั้งหมด และเป็นหัวใจในด้านการบริหารจัดการของเรา”
สร้างวิธีคิด เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
คุณธนาตรัยฉัตร กล่าวเสริมถึงกระบวนการสร้างแนวคิด และวิธีการข้ามผ่านอุปสรรคเมื่อมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นจะต้องใช้องค์ความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่มาเป็นเครื่องมือในการพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการใช้ชุดข้อมูลที่เป็นสถิติเก่า เช่น ส่วนแบ่งการตลาด ศักยภาพของพาร์ทเนอร์ เป็นต้น
“เราทำงานกันหนักมาก ทุกอย่างจะมีโซลูชั่นเป็นวินาทีอยู่ในสมองเสมอ หลักการคิดบางครั้งก็ไม่ได้ตัดเรื่องของสัญชาตญาณออกไป แต่เราจะใช้สัญชาตญาณคิดขึ้นมาว่า เรามีวิธีกี่ตัวเลือก และจะเลือกโซลูชั่นไหนในการเดินต่อไป เมื่อต้องมีการตัดสินใจต้องพิจารณาจากหลายสิ่ง ทั้งหมดทั้งมวลเหมือนว่าสมองเราเป็น AI และกำลังเล่นหมากรุกกับคอมพิวเตอร์อยู่ ในความเป็นมนุษย์อาจใช้ Gut Feeling ในการเดินหมากจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เพราะเรามี Mindset ว่าเคยทำแล้วสำเร็จมาแล้ว แต่คอมพิวเตอร์ไม่ได้คิดแบบคน เพราะคอมพิวเตอร์จะมีโซลูชั่นในการเดินหมากตัวนี้ด้วย เวลาที่เหลืออยู่กับหลากหลายตัวเลือก แต่ถ้าเรามองแบบ AI ในร่างมนุษย์ ก็จะรู้ว่าเรามีตัวเลือกอยู่แค่ไหน เราจะเลือกเดินแบบไหน อาจจะเสี่ยงน้อยแต่ปลอดภัย หรือเสี่ยงมากแล้วได้เยอะ”
อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันองค์กรให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืน ต้องอาศัยปัจจัยที่เกื้อหนุนในหลากหลายมิติ โดยคุณธนาตรัยฉัตร ย้ำว่าวันนี้อมาโด้มีมากกว่าความยั่งยืน อีกทั้งยังสามารถช่วยเหลือ Ecosystem ในหลายๆ วงกลม ให้สามารถเติบโตไปพร้อมกัน เป็นการสร้างโอกาสให้ประเทศชาติ และสร้างพื้นที่ทางการตลาดใหม่ๆ ให้แก่อุตสาหกรรม
“คำว่า ‘ยั่งยืน’ ในมุมของผมจะลึกกว่าคนอื่นๆ ความยั่งยืนของเรามันเท่ตรงที่ว่าเรามี Second Dimension หรือมิติที่สองเกิดขึ้นมา ความยั่งยืนของเราจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ปักต้นไม้ลงไปในดินแล้วเติบโต แต่เรายังทำให้พื้นที่โดยรอบๆ เติบโตเขียวชอุ่มไปพร้อมกัน ทำให้ความยั่งยืนของเราสตรองกว่าความยั่งยืนที่เกิดขึ้นในที่อื่นๆ วันนี้ ถ้าไม่มีอมาโด้เกิดขึ้นมา ผมว่าน่าเสียดาย เพราะคนจะต้องซื้อวิตามินซีที่แพง หรือซื้อคอลลาเจนที่ไม่มีคุณภาพ และแน่นอนในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ล้วนเป็นเรื่องที่ดี ดังนั้น ความยั่งยืนของอมาโด้ จึงลงลึกไปถึงระดับอะตอม”
เมื่อเปรียบเทียบในระยะทางจาก 1-10 ของการดำเนินธุรกิจ คุณธนาตรัยฉัตร มองว่า วันนี้อมาโด้เพิ่งออกเดินมาได้เพียงจุดที่ 2 เนื่องจากการเริ่มต้นแบบสตาร์ทอัพทำให้ขาดเงินทุนสำหรับการขยายงาน แม้ว่าหัวใจจะเต็มไปด้วยพลัง แต่ติดปัญหาเรื่องความพร้อมของทรัพยากร
“เราเป็นสตาร์ทอัพที่มองเห็นโอกาสอยู่เต็มไปหมด ในส่วนของรากฐานเรามีความพร้อมหมดแล้ว เรานับ 1 ได้แล้ว แต่วันนี้เราเพิ่งเหยียบเลข 2 เท่านั้น ในช่วงวิกฤตปี 2561 เราใช้เงินเพียงแค่ 20 ล้านบาท ในการขยับยอดขายจาก 300 ล้านบาท มาเป็น 690 ล้านบาท และเป็น 2,200 ล้านบาท ในระยะเวลาเพียง 24 เดือน ดังนั้นวันนี้ถ้าเราได้มวลสาร อีกเพียงน้อยนิดมาเพิ่ม เราจะสามารถสร้างระเบิดปรมาณูได้ และจะกลายเป็น Ecosystem ที่น่ารักสำหรับประเทศไทย”