เลือกสื่อให้เหมาะสม
ในโลกดิจิทัลวันนี้เรามีสื่อมากมายให้เลือกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือทางการตลาดในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแต่ละสื่อต่างก็มีคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น การจะเลือกใช้สื่อไหนเป็นสื่อหลักหรือสื่อเสริม เจ้าของธุรกิจ SMEs ทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้การใช้งานก่อน
บุรินทร์ ได้อธิบายการใช้งานสื่อต่างๆจากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาด้านธุรกิจของบริษัทไว้เป็นหมวดหมู่ดังนี้
Social Media อาทิ Facebook, Instagram เหมาะสมสำหรับการใช้แนะนำตัว, เปิดตลาดไปหาลูกค้าใหม่ ดังนั้น SMEs ที่เป็น B2C ที่ต้องทำตลาดเชิงรุก ทั้งที่มีหน้าร้านอยู่แล้ว และแบบที่เริ่มต้นธุรกิจจากออนไลน์จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อนี้
ข้อดีของสื่อ Social Media คือ คนไทยนิยมใช้มากที่สุด
ข้อด้อยของสื่อ Social Media คือ มีการปรับ Algorithm ตลอดเวลาโดยเฉพาะ Facebook ที่ในปัจจุบันจะมีคนเห็นคอนเท้นต์น้อยมากหากไม่ใช้เงินโฆษณา
Website เหมาะสำหรับธุรกิจทั้ง B2B และ B2C แต่จะทำหน้าที่เป็นเหมือนห้องรับแขกในบ้านตัวเอง ที่คอยให้ข้อมูลลูกค้าที่เข้ามาจากสื่อโซเชียล มีเดียอีกทีหนึ่ง
ข้อดีของสื่อ Website คือ สามารถใส่ข้อมูล รายละเอียดที่มากกว่าสื่อประเภทอื่นๆ ลูกค้าสามารถทำความเข้าใจในสินค้าและบริการได้เป็นอย่างดี
ข้อด้อยของสื่อ Website คือ มีจำนวนมากทำให้ลูกค้าเข้าถึง Website ได้ยาก จึงจำเป็นต้องใช้ร่วมกับสื่อประเภทอื่นๆ
Chat App เหมาะสำหรับการให้ข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม และปิดการขาย ซึ่งปัจจุบันโปรแแกรม Chat อาทิ Line ก็ได้มีการเพิ่มโซลูชั่นที่มาตอบโจทย์ทางธุรกิจมากขึ้น
ข้อดีของ Chat App คือ มีคนใช้จำนวนมาก อาทิ Line ที่มีคนใช้มากถึง 44 ล้านคน และมีการใช้งานเฉลี่ยถึง 70 นาที ต่อวัน
ข้อด้อยของ Chat Application คือ ถ้าส่งคอนเท้นท์ท่ีไม่ตรงตามความต้องการหรือส่งในปริมาณที่มากเกินไปจะเป็นการรบกวนความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
ทั้งนี้ทั้งนั้นบุรินทร์ มองว่า ในปัจจุบันผู้ประกอบการ SMEs จำเป็นต้องใช้สื่อดิจิทัลแบบ IMC (Integrated MarketingCommunications)
“จากสถิติของลูกค้าในพอร์ตของบริษัทการเติบโตของเว็บไซต์น้อยลง การโตของสื่ออื่นๆ อาทิ Line@, Facebook มีมากขึ้น วันนี้ลูกค้าส่วนหนึ่งใช้โซเชียล มีเดียมองว่าไม่ต้องมีเว็บไซต์ก็ได้ แต่วันหน้าการกลับมาทำเว็บไซต์เป็นบ้านของตัวเองจะกลับมาโตใหม่ เพราะสุดท้ายธุรกิจต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง
ตอนนี้ต้องโตแบบ Integrated ทำให้ครบวงจร โซเชียลเอาไว้หาลูกค้าใหม่ การใช้งานลูกค้า B2C ต้องใช้งานเชิงรุกมาก เพราะว่า เราต้องไปหาลูกค้า แต่ถ้าลูกค้า B2B อาจจะตั้งรับ เช่น ขายน้ำยากำจัดปลวก สินค้าพวกนี้ต้องตั้งรับ ต้องทำเว็บไซต์ดีๆ ส่วน Line@, เว็บไซต์เหมือนว่าลูกค้าเจอเราแล้วเป็นภาคสอง โดยเฉพาะสินค้าที่เป็น Impulse Buying เนื่องจากคนไทยชอบคุย ชอบถามก่อนซื้อ เพราะฉะนั้นการคุยหลังไมค์สำคัญมาก Line@ จะมาตอบโจทย์ที่ต้องจบการขาย ส่วนภาค 3 ที่สร้างความสำพันธ์กับลูกค้า Line@ นี่ใช้งานได้เหมาะสมที่สุด”