สิงห์โต้
อย่างไรก็ตาม น้ำดื่มสิงห์มีการขยับตัวครั้งใหญ่ และการ Fight Back ของสิงห์ในครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นการต่อเนื่องการขยายฐานของแบรนด์จากกลุ่มครอบครัวมาสู่วัยรุ่น และคนรุ่นใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ฐานใหญ่ของสิงห์จะเป็นกลุ่มครอบครัวมากกว่า 50% เลยทีเดียว
สิงห์ขยับเข้าหากลุ่มวัยรุ่นมาตั้งแต่ต้นปีด้วยกลยุทธ์แรกคือการดึง 5 Influencer ที่ทรงอิทธิพลในยุคนี้เข้ามาเป็นตัวแทนเพื่อสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ หลังจากนั้นในช่วงปลายปีสิงห์มีเซอร์ไพร์สใหญ่นั่นคือดึงน้องเจ้านายจิณเจษฎ์ วรรธนะสิน มาเป็นพรีเซ็นตอร์ พร้อมใช้วิธีการทำตลาดที่ “แตกต่าง” ออกไปจากเดิม
ความแตกต่างแรกก็คือการให้น้องเจ้านายลงพื้นที่ประชิดกลุ่มเป้าหมาย สร้างสิ่งที่ “เหนือความคาดหมาย” ความประทับใจให้กับผู้บริโภคและตลาดอย่างยอดเยี่ยมด้วยการเข้าไปเป็นพนักงานขายในร้านคอนวีเนียนสโตร์เพื่อสร้างสีสัน จนถูกแชร์ออกไปยังโลกออนไลน์ได้มากมาย ซึ่งสิงห์ยังเตรียมการตลาดแบบเหนือความคาดหมายไว้อีกหลายอย่างโดยเฉพาะกับการทำโปรโมชั่นแคมเปญที่ฉีก และไม่เคยมีใครทำมาก่อน
ธิติพร ธรรมาภิมุขกุล ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาด ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด บอกกับเราถึงเหตุผลในการเลือกใช้น้องเจ้านายว่า มีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือต้องการเพิ่ม Engagement กับผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ หรือเป็น Young Generation มากขึ้น จากเดิมน้ำดื่มสิงห์เจาะกลุ่มเป้าหมายครอบครัว ทุกเพศทุกวัยอยู่แล้ว อีกประการเราต้องการสร้างความแตกต่างของแบรนด์ให้ฉีกออกจากคู่แข่ง ให้เป็นแบรนด์อันดับแรกในใจของผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อน้ำดื่ม และการใช้เจ้านายเป็นพรีเซ็นเตอร์ ถือว่าสร้างสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เป็น Beyond Expectation ให้ผู้บริโภคและตลาดได้จริงๆ
“เราเชื่อมั่นว่าในยุคนี้ ความแปลกใหม่ ทันสมัย หรือความล้ำ (innovation) เป็นสิ่งสำคัญ ตั้งแต่ต้นปี 2561น้ำดื่มสิงห์จะให้เน้นนำเสนอความแปลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านของตัวผลิตภัณฑ์, การสื่อสารการตลาดอย่างที่ได้เริ่มเห็นกันไปแล้วจากกิจกรรม On ground to Online ของพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดนี้ และยังมีกิจกรรมต่อเนื่อง ซึ่งอยากให้ติดตามกัน รวมถึงการจัดรายการส่งเสริมการขายรูปแบบใหม่บน Platform ใหม่ๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องโดนใจวัยรุ่นรวมทั้งกลุ่มแมสด้วย”
นอกจากเรื่องการสื่อสารการตลาดแล้ว การ Fight Back ของสิงห์ในครั้งนี้ ยังทำบนจุดแข็งของตัวเอง เพื่อดึงเกมให้กลับมาอยู่ภายใต้การคอนโทรลของตัวเองอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น
1.การปรับจุดอ่อนในเรื่องของตัวโปรดักต์ จากเดิมที่สิงห์มีสินค้าในแพ็กเกจจิ้ง PET ขนาด 500 มล.ซึ่งเป็นขนาดที่เล็กกว่าคู่แข่งขันรายอื่นๆ ในตลาด โดยเฉพาะในช่องทางคอนวีเนียนสโตร์ โดยสิงห์มีการปรับเปลี่ยนไซส์เป็น 600 มล.เท่ากับแบรนด์อื่นๆ ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
2.นอกเหนือจากเรื่องของ Emotional Engagment ที่ทำผ่านพรีเซ็นเตอร์คนใหม่แล้ว สิงห์ยังตอกย้ำในเรื่องของคุณภาพจากการเป็นน้ำดื่มที่ได้รับการรับรองจาก NSF เช่นกัน โดยพยายามสื่อให้เห็นถึงความแตกต่างในแง่ของการผลิตที่สิงห์เป็นแบรนด์เดียวที่ไม่ได้ผลิตด้วยระบบ RO (Reverse Osmosis) จึงมีแร่ธาตุบางตัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเหลืออยู่ แม้ไม่มากเท่าน้ำแร่ก็ตาม
3.ในแง่ของกำลังการผลิต สิงห์มีโรงงานที่วังน้อย สามเสน เชียงใหม่ ขอนแก่น มหาสารคาม สุราษฎร์ธานี และสิงห์บุรี โดยเพิ่งมีการเพิ่มไลน์การผลิตที่วังน้อยอีก 1 ไลน์ สามารถผลิตได้สูงถึง 1,500 ล้านลิตร จากปัจจุบันที่ผลิตอยู่ที่ 1,000 ล้านลิตร จึงไม่มีปัญหาในช่วงที่ตลาดมีความต้องการมากๆ
4.ใช้จุดที่แข็งแกร่งที่สุดเข้ามาช่วยในการสร้างการเติบโต โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดจำหน่ายที่ปัจจุบันการขายสินค้าประเภทน้ำดื่ม 50% จะเป็นโมเดิร์นเทรดที่แบ่งเป็นคอนวีเนียนสโตร์ 25% ซูเปอร์ และไฮเปอร์มาร์เก็ตรวมกันอีก 25% ส่วนที่เหลืออีก 50% จะเป็นเทรดิชั่นนัล เทรด ซึ่งในส่วนหลังนี้จะแบ่งเป็นร้านโชห่วย 20% ฟู้ดช็อป 15% และร้านอาหารทั่วไปอีก 15%