“แบรนด์ต้องทันสมัย แต่ไม่ล้ำสมัยจนเกินไป เพราะผู้บริโภคจะตามไม่ทัน อย่างในครั้งนั้นเรามองว่ากระแสสุขภาพมาแน่ แต่เมื่อทำเร็วเกินไป ล้ำเกินไป ผู้บริโภคเลยไม่เข้าใจเท่าไรนัก”
ปัจจุบันมาม่า ยังครองความเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งที่ทิ้งขาดคู่แข่งขัน โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในมือถึงเกือบครึ่งหนึ่งของตลาดรวมที่มีมูลค่าราว 16,000 – 17,000 ล้านบาท ความท้าทายของมาม่าจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มส่วนแบ่งตลาด แต่จะทำอย่างไรให้ตลาดมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องในภาวะที่ตลาดเริ่มจะอิ่มตัวจากการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของคนที่มีตัวเฉลี่ยต่อหัวค่อนข้างมากคือประมาณ 49 ชิ้นต่อคนต่อปี
พิพัฒ พูดถึงเรื่องนี้ว่า ก่อนหน้านั้นมีการมองกันว่า เมื่อตลาดอิ่มตัว การเติบโตจะเปลี่ยนมาที่แบบคัพ แต่ในช่วง 1 – 2 ปีมานี้ตลาดคัพก็เริ่มอิ่มตัวเช่นกัน ยังดีที่ในปีที่แล้ว ตลาดพรีเมียมมีการเติบโตค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งมาจากบะหมี่นำเข้า โดยมาม่าเองก็มีตัวพรีเมียมอย่างออเรียนทัล คิตเชน และมาม่า ราเมนทำตลาดอยู่
ส่วนผลประกอบการในปีที่ผ่านมา บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด(มหาชน) มีรายได้รวม 10,651 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.04% เป็นสัดส่วนรายได้จากตลาดในประเทศ 80% และต่างประเทศอีก 20% ตัวเลขการเติบโตของยอดขายที่ทำได้ถือว่าเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ โดยตลาดรวมที่เติบโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยนี้มาจากการผลักดันของตลาดพรีเมียมที่มีสัดส่วน 10% ของตลาด ทำให้มาม่ามีการเติบโตถึง 26% ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบพรีเมียม
“ในตลาดที่ Mature อย่างบ้านเรา การเติบโตส่วนหนึ่งจะมาจากตัว Population Growth ซึ่งในบ้านเรามีอัตราอยู่ที่ 1.7 ถือว่าต่ำกว่า 2 ที่เป็นค่าเฉลี่ยปกติ เมื่อตัวเลข Population Growth มีออกมาไม่มากนัก จึงต้องสร้างโอกาสในการเติบโตจากตัวอื่นๆ แทน ซึ่งในปีที่แล้ว ตลาดพรีเมียมมีการเติบโตค่อนข้างดี จึงส่งผลให้เรามีตัวเลขการเติบโตที่ดีตามไปด้วย”
พิพัฒ กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางสร้างการเติบโตของยอดขายว่า นอกจากตลาดในประเทศแล้ว ยังมีการขยายฐานการผลิตเข้าไปเปิดโรงงานในประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา บังกลาเทศ และฮังการี โดยแต่ละประเทศที่เข้าไปลงทุนจะดูเรื่องของตัว Popuration ในประเทศด้วย
“ฮังการีจะเป็นฐานการผลิตที่ส่งไปยังตลาดยุโรปภายใต้ 2 แบรนด์หลักคือไทยเชฟ และมาม่า ส่วนเมียนมาร์ เป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตค่อนข้างดีจึงมีการลงทุนสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ที่เมืองมัณฑะเลย์ หลังจากที่มีแล้ว 1 โรงที่ย่างกุ้ง ส่วนที่บังกลาเทศที่เรามองว่าน่าจะดีเพราะมีประชากรค่อนข้างมาก กลับออกมาไม่ดีนัก เพราะประชากรยังมีรายได้ค่อนข้างต่ำแถมราคาบะหมี่ซองยังใกล้เคียงกับอาหารข้างทาง ทำให้เรามองถึงการปรับให้เป็นฐานส่งออกไปยังประเทศข้างเคียงอย่างอินเดียด้วย”