ในขณะที่เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมานั้นค่อนข้างซบเซา จากความผันผวนของเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย และการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล ก็ทำให้หลาย ๆ อุตสาหกรรมหรือธุรกิจต่างก็ต้องปรับตัว แต่จะมีใครรู้ไหมว่า ยังมีธุรกิจที่โตสวนกระแสเศรษฐกิจไทย เป็นธุรกิจที่จัดอยู่ในตลาดขนาดเล็ก (Niche Market) เป็นตลาดที่เกิดขึ้นจากความต้องการเฉพาะกลุ่ม และส่วนมากธุรกิจเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ Luxury หรือเหล่ามหาเศรษฐี นั่นคือ ธุรกิจเรือยอชท์, เกาะส่วนตัวและเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว
ธุรกิจเรือยอชท์ส่วนตัว
แม้ในปัจจุบันตลาดเรือยอชท์ของไทยจะยังมีขนาดเล็ก แต่ถือว่าเป็นตลาดนักท่องเที่ยวระดับบนที่มีศักยภาพ เพราะมีการใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 4 เท่า โดยปัจจัยที่ดึงดูดตลาดกลุ่มนี้ คือ ความสวยงามของทรัพยากรทางทะเลของไทย
ตลาดล่องเรือยอชท์ในไทย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเรือยอชท์ส่วนตัว (Private Yacht) ถ้าคิดเป็นจำนวนเรือยอชท์ที่มีทั่วประเทศไทยน่าจะมีจำนวนประมาณ 2,000 ลำ และส่วนมากมีขนาดน้อยกว่า 80 ฟุต (30 เมตร) ทั้งนี้ ร้อยละ 70 ของจำนวนเรือยอชท์ส่วนตัวทั้งหมดในไทย จะเทียบท่าและแล่นท่องเที่ยวในฝั่งทะเลอันดามัน อย่างภูเก็ต กระบี่ ส่วนอีกร้อยละ 30 ที่เหลือจะแล่นอยู่ในฝั่งอ่าวไทย อย่างพัทยา สมุย ซึ่งช่วงที่เหมาะแก่การแล่นเรือในทะเลฝั่งอันดามัน คือ ไตรมาสที่ 1 และ 4 ส่วนฝั่งอ่าวไทยอยู่ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของปี
สำหรับการล่องเรือยอชท์เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมในตลาดไฮเอนด์ ดังนั้น จึงมีการใช้จ่ายสูงกว่ากิจกรรมการท่องเที่ยวอื่น โดยกว่าร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่ายต่อทริป คือ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนที่เหลือเป็นค่าจ้างกัปตันเรือและลูกเรือ ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องกับกีฬาทางน้ำ (อย่างดำน้ำ ตกปลา) เป็นต้น โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการนำเรือออกไปแล่นในทะเล แต่ความน่าสนใจอีกส่วนของตลาดท่องเที่ยวเรือยอชท์ในไทย คือ การก่อให้เกิดเม็ดเงินไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหลัก อย่างธุรกิจมารีน่า รวมถึงการจ้างงานในพื้นที่
ถ้าพูดกันถึงเรื่องราคา สำหรับราคาเช่าเรือยอชท์แต่ละลำขึ้นอยู่กับความยาวเรือ ระยะเวลา (ครึ่งวัน/ เต็มวัน/ 2 วัน 1 คืน/ 3 วัน 2 คืน) และฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น/ไฮซีซั่น) ยกตัวอย่าง เช่น ราคาเช่าเรือยอชท์ขนาด 85 ฟุต จำนวน 1 วันในช่วงไฮซีซั่น ค่าเช่าอยู่ที่ 220,000 บาทต่อวัน ซึ่งราคานี้รวมกัปตันและลูกเรือ
ความนิยมที่เกิดขึ้นทำให้ในแต่ละปี มีเรือยอชท์เข้ามาไทยในปี 2559 มีจำนวนอยู่ที่ประมาณ 2,625 ลำ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 (YoY) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวจากยุโรปและบางประเทศในเอเชีย เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน เป็นต้น โดยพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ก่อให้เกิดเม็ดเงินจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การใช้จ่ายซื้อสินค้า การบริการนวดไทยหรือสปา บริการทำความสะอาดเรือ บริการซ่อมบำรุงเรือ เป็นต้น และถึงแม้ตลาดเรือยอร์ชจะได้รับความนิยม แต่ก็ยังขาดการจัดกิจกรรมทางการตลาดที่ดี ในการผลักดันให้ไทยเป็นหนึ่งในปลายทางในเส้นทางแล่นเรือยอชท์ของโลก ดังนั้น การจัดบิ๊กอีเวนท์เป็นประจำเพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวของไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้าง น่าจะช่วยให้ตลาดเรือยอชท์ที่แล่นจากต่างประเทศเข้ามาไทยสามารถเติบโตได้มากกว่าขนาดตลาดในปัจจุบัน
จากการขยายตัวของตลาดนักท่องเที่ยวเรือยอชท์ของไทยน่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินสะพัดไปยังหลายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องโดยเมื่อพิจารณาสถิติจำนวนเรือยอชท์ส่วนตัวในไทยและเรือยอชท์ที่แล่นเข้ามาจากต่างประเทศควบคู่กับการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการธุรกิจมารีน่าและนักท่องเที่ยวเรือยอชท์ ช่วยให้สามารถประเมินเม็ดเงินของตลาดท่องเที่ยวเรือยอชท์ของไทยในปี 2559 อาจจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 5,800 ล้านบาท ซึ่งก็ถือว่าตลาดเรือยอชท์มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว