แต่ถ้ามองเข้ามาที่ตัวเลขของจำนวนร้านขายยาแล้วจะพบว่า บ้านเรามีร้านขายยาอยู่กว่า 20,000 ร้าน ในจำนวนนั้น เป็นตัวเลขของเชนร้านยาประมาณ 25% และร้านขายยาแบบสแตนด์อะโลน หรือร้านยาแบบเดี่ยวๆ ที่ไม่ได้เป็นเชนอีก 75% โดยปัจจุบันร้านขายยาที่เป็นเชนจะมีทั้งที่เป็นผู้ประกอบการชาวไทยและเชนจากต่างประเทศ อาทิ วัตสัน จากฮ่องกง บู๊ทส์ สัญชาติอังกฤษ ร้านยาซูรูฮะ สัญชาติญี่ปุ่น ร้านยามัตสึโมโตะคิโยชิ สัญชาติญี่ปุ่น ส่วนร้านยาที่เป็นเชนสัญชาติไทย อาทิ ร้านยา Health Up ร้านยา eXta ร้านยา Save Drug ร้านยา Fascino ร้านยา Pure ของบีเจซี ที่ล่าสุดเปิดร้านสิริฟาร์ม่า เน้นขายยาในราคาส่ง และร้านยากรุงเทพดรักส์สโตร์ เป็นต้น
3.Tops Care จะถูกสร้างให้เป็นแพลตฟอร์ม Omni-channel ที่จะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเพื่อ ให้สามารถสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบ Omni-channel Experience ตามแนวทางการทำตลาดของผู้เล่นรายนี้ ซึ่งจะ เป็นตัวช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับเซ็นทรัล รีเทล ที่กำลังมุ่งสู่การเป็น CRC Retailigence ได้เป็นอย่างดี
4.มีเครือข่ายค้าปลีกที่แข็งแกร่งเข้ามาช่วยสนับสนุนในการทำตลาด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเปิดในศูนย์การค้าในเครือ ของเซ็นทรัลด้วยกันหรือการเปิดนอกศูนย์ หรือแม้แต่การเกาะไปกับร้านค้าปลีกที่มีอยู่เดิมซึ่งเป็นการช่วยปรู๊ฟเรื่องของโลเคชั่น ได้เป็นอย่างดี
5.นอกจากการทำตลาดในประเทศแล้ว เซ็นทรัล รีเทล ยังมีการนำฟอร์แมตของร้านค้าปลีกใหม่ๆ ที่พัฒนาขึ้นไป ขยายยังต่างประเทศอีกด้วย ทำให้กลายเป็นตัวช่วยต่อยอดธุรกิจค้าปลีกใหม่ๆ ให้กับเซ็นทรัล รีเทล โดยเซ็นทรัล รีเทล มีฐาน ธุรกิจอยู่ในย่านอาเซียนอย่างเวียดนาม และมาเลเซีย เป็นต้น การมีแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งจะเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ได้เป็น อย่างดี
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของการทำตลาดร้านขายยาในรูปแบบเชนก็คือ เรื่องของเภสัชกรประจำร้านซึ่งเป็นข้อ กำหนดทางกฎหมายที่ต้องมี ทำให้ที่ผ่านมาเชนใหญ่ๆ มีการขยายสาขาได้ไม่เร็วนัก เนื่องจากเภสัชกรส่วนใหญ่ของบ้านเรา ครึ่งหนึ่งจะเข้าไปทำงานเป็นดีเทลยา
ขณะที่ดิสทริบิวเตอร์ในตลาดยาของบ้านเราก็มีความแข็งแกร่ง ทำให้ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะสร้างอำนาจต่อรอง เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุดเหมือนกับสินค้า FMCG
การขยับตัวในครั้งนี้ จึงน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว.....