สำหรับแผนธุรกิจได้ใช้กลยุทธ์การร่วมมือกับพาร์เนอร์เป็นหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จ โดยจะเพิ่มการ synergy ทั้งในส่วนของเครือกรุงศรี และพันธมิตรอย่างเครือเซ็นทรัลในทุกมิติ ผ่านกลยุทธ์หลัก 4 ข้อดังนี้
1. New Payment Solution นวัตกรรมการชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็นการนำ Contactless / QR / Wallet / Payment การชำระเงินผ่านบัตรแบบไร้สัมผัส, การออกบัตรเครดิตสำหรับคนรุ่นใหม่ ยุคดิจิทัล Credit Card for Millennials และซื้อก่อน จ่ายทีหลัง ฟังก์ชั่นผ่านพันธมิตรดิจิทัลเพื่อเร่งยอดลูกค้าใหม่และเพิ่มยอดลูกค้าเก่า
2. Data Collaboration ความร่วมมือด้านข้อมูล ในส่วนของเซ็นทรัลเองก็มีฐานลูกค้าจำนวนมากถึง 18 ล้านราย จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดี โดยการ Targeted Leads สำหรับการหาลูกค้าผู้ถือบัตรใหม่ การ Approval Score คะแนนเพื่อการอนุมัติแบบทันที และร่วมกันเสริมสร้างระบบ Ecosystem ไปยังเครือข่ายของทั้งสองกลุ่ม กับแนวคิดการทำ One
3. Digital Ecosystem เสริมสร้างระบบนิเวศน์ดิจิทัล ด้วยการเพิ่มช่องทางในการสมัครผ่าน KMA, UCHOOSE และ The1 MA สามารถสมัครผ่านขั้นตอนดิจิทัล อนุมัติและพร้อมใช้บัตรในทันที เชื่อมต่อช่องทางการขายของพันธมิตรผ่าน KMA, UCHOOSE, Umall ทำให้ได้รับข้อเสนอตรงกลุ่มและวิถีชีวิต (Personalized offer) และการออกแบบให้ใช้ coin แทนคะแนน
4. X-Group Synergy ความร่วมมือระหว่างเครือ ไม่ว่าจะเป็น
- Central Retail: Promotion Collaborations ความร่วมมือการทำโปรโมชั่น ร่วมเพื่อเร่งยอดขาย ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรบนบริษัทในเครือ
- The1 Dolfin: Feature Collaboration ความร่วมมือทางการใช้ โดยการออกฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่อย่าง BNLP เพื่อเพิ่มศักยภาพและยอดขายให้เครือ Central
- The1 Biz: Data Collaboration ความร่วมมือทางข้อมูล ร่วมพัฒนาโมเดลข้อมูลเพื่อบ่มหาลูกค้าใหม่ให้กับเครือกรุงศรีและเพิ่มยอดขายให้เครือ Central
- ไทยวัสดุ: Product Collaboration ความร่วมมือทางผลิตภัณฑ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่นสินเชื่อเพื่อซ่อมแซม ตกแต่งบ้านเพื่อเพิ่มลูกค้าใหม่และเพิ่มยอดขายให้ทั้งสองเครือ
“ปีนี้จะรุกลูกค้าในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยังมีฐานลูกค้ากลุ่มนี้ค่อนข้างน้อยประมาณ 10-20% เท่านั้น จะมีการปรับภาพลักษณ์ของบัตรใหม่ เพื่อให้มีความทันสมัยมากขึ้น รวมถึงการนำเอาเทคโนโลยีการซื้อขายสินค้าออนไลน์เข้ามาตอบโจทย์มากขึ้น
แม้ว่าฐานลูกค้าหลักอายุเฉลี่ยจะอยู่ที่ 40-45 ปี เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่เราต้องรักษาไว้ แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็ต้องหากลุ่มลูกค้าที่เป็น New Gen เข้ามาเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนในอนาคต” อธิศกล่าวปิดท้าย