วิกฤตโรคระบาดได้ทำให้ธุรกิจอีเวนต์เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล เพราะงาน Unground เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์บริบทเดิมได้อีกต่อไป เทคโนโลยีโลกเสมือนจึงเข้ามามีบทบาทในธุรกิจนี้เต็มตัว
ซัม หว่อง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EventX บริษัท SaaS ที่ให้บริการโซลูชันแพลตฟอร์มการจัดการงานอีเวนต์แบบไฮบริดชั้นนำของเอเชีย วิเคราะห์แนวโน้มของงานอีเวนต์ว่า งานอีเวนต์แบบไฮบริดมีแนวโน้มที่จะแซงหน้างานอีเวนต์แบบ Unground แม้วิกฤตโรคระบาดจะคลี่คลายแล้วก็ตาม เกิดเป็นวิวัฒนาการทั้งอีเวนต์แบบเสมือนจริงและแบบไฮบริดจนถึงการเข้าสู่ Metaverse ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในของอุตสาหกรรมไมซ์ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป
EventX ได้ทำการสำรวจผู้จัดงานและผู้เชี่ยวชาญ 1,500 คนทั่วทั้งองค์กรขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดเล็กในเอเชียเกี่ยวกับมุมมองของการจัดงานอีเวนต์พบว่ามากกว่า 70% มีความประสงค์ที่จะจัดงานอีเวนต์แบบไฮบริดหรือแบบเสมือนจริงในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดยองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด 3 อันดับแรกที่จำเป็นสำหรับการสร้างประสบการณ์บนโลกออนไลน์ ประกอบด้วยการวิเคราะห์รอยเท้าดิจิทัล (Digital footprint), การเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล และการเตรียมความยืดหยุ่นและความคล่องตัว อีกทั้งนักการตลาดกว่า 80% เห็นด้วยกับการจัดงานในเมตาเวิร์สซึ่งจะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อรายได้ขององค์กร
อีกเทรนด์หนึ่งที่น่าสนใจคือ การนำเทคโนโลยี NFT เข้ามาผสมผสานการจัดงานได้ทุกรูปแบบ โดย NFT สามารถนำมาเป็นทำเป็นตั๋วเข้างานทั้งแบบเสมือนจริงหรือ Unground ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมสำหรับการจัดคอนเสิร์ต เพราะนอกจากจะป้องกันตั๋วปลอมได้แล้ว ยังสามารถ Resale โดยที่ศิลปินได้ส่วนแบ่งจากการขายต่อ นอกจากนี้ NFT Ticket ยังถูกนำมาเป็นProfile Picture ให้กับเจ้าของตั๋วเพื่อสะสมหรือสร้างรายได้จากการขายต่อไป อีกทั้งเจ้าของงานสามารถใช้ NFT มาเป็นของที่ระลึกแบบดิจิทัล (Digital Souvenir) ได้ด้วย
“ข้อดีของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดงานอีเวนท์ คือ นักการตลาดสามารถนำข้อมูล Digital footprint ของผู้ร่วมงานนำมาวิเคราะห์ได้อย่างหลากหลาย เพราะเทคโนโลยีเอื้อต่อระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์แบบครบวงจร, การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของกิจกรรม และเครื่องมือส่งอีเมลอัตโนมัติเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเชิญแขกผู้เข้าร่วม”
แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือต้นทุนการจัดงานถูกกว่างาน Unground มากถึง 10 เท่าตัว โดยต้นทุนการจัดงานแบบ Virtual และแบบ Metaverse เริ่มต้นที่ 2 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐต่อคน ทำให้เจ้าของงานสามารถเลือกที่จะจัดงานแบบ Virtual และแบบ Metaverse ก่อนเพื่อดูฟีดแบคก่อนจัดแบบ Unground หรือเพื่อเข้าถึงผู้ร่วมงานที่ไม่สะดวกมางานแบบ Unground
“ด้วยต้นทุนการจัดงานที่ถูกว่า ทำให้บริษัทรายเล็กสามารถจัดงานอีเวนต์ใหญ่ๆ ได้ และคาดว่าจะทำให้ปริมาณการจัดงานอีเวนต์ในภาพรวมเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว”
ล่าสุด EventX ประกาศซื้อที่ดินในโลกเสมือนจริงบน The Sandbox แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัลแบบกระจายอำนาจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าสู่โลก Metaverseทั้งนี้ The Sandbox เป็น Virtual World ที่พัฒนาต่อยอดที่ดินที่ซื้อได้ไปในหลายรูปแบบ เช่น ร้านขายของ มิวเซียม คอนเสิร์ต ฯลฯ โดยผู้เล่น ทุกคนจะมีตัวตนจริง มีการจับจ่ายซื้อของได้จริง ซึ่งมีโทเคน ‘SAND’ เป็นสื่อกลางในการ แลกเปลี่ยนและทำธุรกรรมภายในเกม
“ที่ดินเสมือนจริงที่EventXซื้อมาจะใช้ในการสร้างโลกดิจิทัลสำหรับการจัดอีเวนต์ซึ่งจะช่วยให้ผู้จัดงานและนักการตลาดสามารถจัดการประชุมและกิจกรรมทุกประเภทบนโลกเสมือนจริง พร้อมเปลี่ยนจากเว็บ 2.0 เป็น เว็บ 3.0 เพื่อการเชื่อมต่อที่ไร้พรมแดนและไร้ตัวกลางในMetaverseอีกทั้งเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจและเปิดประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมกับทุกคนที่เข้ามาใช้ชีวิตในโลกเสมือนและเตรียมพร้อมสำหรับยุคดิจิทัลซึ่งจะเป็นมิติใหม่ของวงการอีเวนต์”