บลจ.เอ็กซ์สปริง ประเมินดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแตะ 1,720 จุด แม้มีแนวโน้มผันผวนสูง แต่เป็นโอกาสทำกำไรที่ดี เปิดแผนธุรกิจตั้งเป้าปีนี้คาดว่าจะออกกองทุนใหม่ไม่เกิน 6 กองทุน ล่าสุดเตรียม เสนอขาย “กองทุนส่วนบุคคล เอ็กซ์สปริง ทริกเกอร์ฟันด์ 6M” ซึ่งถือเป็นการเสนอขายกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ในรูปแบบกองทุนส่วนบุคคลครั้งแรกของ บลจ.เอ็กซ์สปริง เพื่อจับจังหวะครึ่งปีหลังหุ้นไทยคึกคัก รับกลุ่มท่องเที่ยวจากต่างชาติ-กลุ่มกำลังซื้อสูง ตั้งเป้าหมายผลตอบแทน 7% ภายใน 6 เดือน IPO 30 มิ.ย. - 6 ก.ค. 2565 เพิ่มทางเลือกสำหรับนักลงทุนสร้างผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ
ยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด หรือ XSpring AM เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 XSpring AM ได้วางนโยบายในการขยายฐานลูกค้าผ่านการออกกองทุนใหม่ เพื่อสร้างทางเลือกในการลงทุน โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปีนี้คาดว่าจะออกกองทุนใหม่ ไม่เกิน 6 กองทุน ซึ่งจะประกอบไปด้วยกองทุนหลากหลายประเภท โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ และกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดประเทศที่มีโอกาสเติบโตสูง รวมถึงกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนโดยตรงในหุ้นของภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ มองว่าจังหวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งปีหลังมีความน่าสนใจอย่างมาก โดยภาพรวมน่าจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ 1,720 จุด ซึ่งจะใกล้เคียงกับจุดสูงสุดเดิมที่ตลาดหุ้นเคยทำไว้เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำหรับนโยบายการลงทุนกองทุนส่วนบุคคล เอ็กซ์สปริง ทริกเกอร์ฟันด์ 6M นั้น จะลงทุนในหุ้นทั้งใน SET และ mai โดยเป็นกองทุนที่บริหารงานในรูปแบบเชิงรุก ( Active Management)
บลจ. เอ็กซ์สปริงมองว่า สภาวะตลาดหุ้นไทยในครึ่งหลังของปี 2565 นั้น ตลาดคาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) จะอยู่ที่ 97.05 บาทต่อหุ้น และในปัจจุบันส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนของตลาดหุ้นและพันธบัตรรัฐบาล (Earning Yield Gap) หรือ EYG อยู่ที่ประมาณ 2.85% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 2.64% โดยตามประมาณการของ บลจ. คาดว่า SET Index น่าจะปรับตัวไปที่ระดับ 1,720 จุด ใกล้จุดสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยจะมี Forward P/E ที่ 17.72 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ที่ 19.12 เท่า อยู่เพียงเล็กน้อย เนื่องจากคาดว่า ดัชนี SET Index จะไม่ซื้อขายสูงกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว ซึ่งกดดันจากปัจจัยเงินเฟ้อสูง ซึ่งเมื่อเทียบกับ SET Index ที่ปรับตัวลงมาที่ระดับ 1,632.62 จุด ณ วันที่ 10 มิ.ย. 2565 นั้น ถือว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงมีความน่าสนใจอยู่สูง โดยเฉพาะเมื่อผนวกกับเงินทุนไหลเข้า (Funds Flow) จากต่างชาติที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2565 เป็นจำนวน 142,017 ล้านบาท และเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากประเทศอินโดนีเซีย