ทีมงานอดไม่ได้ที่จะถามถึงความรู้สึกในวันที่ผลไม้จากสวน The Maewang Project กลับมาขายได้ อีกครั้งในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์อย่างที่ตั้งใจ
“ถามว่าวันนั้นพี่รู้สึกอย่างไร ดีใจกว่าได้ Grand Prix Cannes Lions หรือไม่? ตอบว่าดีใจยิ่งกว่า เพราะทำสวนปีแรก อย่างที่บอกว่าลูกมันออกมาเล็กนิดเดียวจนเริ่มถอดใจ เดี๋ยวมันคงตายหมด พอปี ต่อมามันใหญ่กว่าเดิมเรื่อยๆ เรารู้สึกว่าธรรมชาติให้กลับคืนมา เรารู้สึกว่าคนเชื่อมั่นในธรรมชาติได้ จริงแท้แน่นอน ธรรมชาติไม่เคยหักหลังก็เลยดีใจกว่าได้ Cannes Lions
Cannes Lions มันก็เป็นรางวัลในวิชาชีพ ได้มาก็ดีใจ แต่พอจบจากงานมันก็หมดแล้ว ปีหน้า ก็ต้องแข่งเพื่อให้ได้อีกๆ อะไรแบบนี้ เหมือนต้องล่าไปเรื่อยๆ แต่ผลไม้มันเหมือนได้มาเอง มาทุกปี เราก็ดูแลแบบวิธีของเรา แบบธรรมชาติ บางทีก็รอให้ฝนมันมา บอกต้นไม้ว่ารอฝนหน่อยนะ รดน้ำ ไม่ไหวมันเยอะ ซื้อถัง 2,000 ลิตร ขนขึ้นรถกระบะไปรดไม่ไหวก็เลยรอให้ฝนมาจะได้สบาย”
แต่เอาเข้าจริงๆ อารมณ์ของการเฉลิมฉลองบางทีก็อยู่แค่แวบเดียว เพราะหัวใจของการเป็นเกษตรกร นั้นอยู่ที่การขายสินค้าซึ่งมีอายุที่ค่อนข้างสั้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยสำหรับเกษตรกรป้ายแดงอย่างคุณจุรีพร
“เราไม่ได้เป็นคนมาสายอาชีพนี้โดยตรงด้วย เราไม่รู้หรอกว่าตลาดมันอยู่ที่ไหน เรื่องของเรื่อง ก็คือเราไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นธุรกิจ เราคิดแค่ว่ามันมีของดีๆ ให้กิน ทำไมคนถึงไม่ได้กิน คนกินแต่ของใส่ ยา ของเราเอาไปตรวจแล้วตรวจอีก 3-4 รอบ ตรวจทุกปีเลย ตรวจทั้งดินทั้งน้ำจนได้ใบรับรองเรื่อง Organic ตรวจที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพราะว่าเราก็อยากรู้ว่าเรามาถูกทางหรือ เปล่า
ตอนแรกที่เราทำ น้ำจะดีก่อนเลยเพราะว่าเราอยู่แหล่งต้นน้ำ เห็นชัด เราสูบน้ำบาดาลขึ้นมา ใช้อยู่แล้ว น้ำไม่มีสารเคมีเจือปนก่อนเลยในปีแรก ดังนั้นถ้าแหล่งต้นน้ำไม่ได้ใช้อะไรจะดีที่สุด เพราะว่า ไม่ได้เอาพิษลงไปข้างล่าง จากนั้นก็มาเรื่องดิน ซึ่งดินต้องใช้เวลาให้มันละลายสารเคมีออกไป ในปีที่ 3 ดินถึงจะไม่มีสารเคมีเจือปน เรื่องผลก็ช้าสุดแต่ก็หมดสารเคมีภายใน 3 ปีเหมือนกัน”
เมื่อถูกถามถึงวิธีแก้ปัญหา เวลาสินค้าเกษตรขายไม่ได้ว่ามีทางออกอย่างไร คุณจุรีพร อธิบายให้ฟังว่า ตอนนี้ใช้ 2 วิธี คือ การนำสินค้าเกษตรไปแปรรูปและบริจาค เนื่องจากยังไม่ได้ตั้งใจทำเป็นธุรกิจ
“วัตถุประสงค์ของเราคืออยากให้สิ่งมีชีวิตได้กิน ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ อยากให้กินของที่ดี มีประโยชน์กับร่างกายจริงๆ อันนี้ก็ถือว่าเราทำบุญบริจาค พี่บริจาคส้มปีนึงเป็น 1-2 หมื่นกิโลกรัม ตอนนี้ ก็ทำเป็นประเพณีเลย ก็คือให้มูลนิธิช้าง ส่วนลำไยขายได้ มีล้งมารับซื้อ ก็ขายราคาเท่าลำไยที่มีสารเคมี นั่นแหละ คิดว่าอย่างน้อยคนก็ได้กินของดี ของที่มียามันก็มีของเราปนไปด้วยแหละ ใครโชคดีก็ได้กินไป เพราะเราก็ขายราคาเท่าเกษตรกรที่ขายกัน มะม่วงก็เอามากวน แจกๆ กินไป ขายบ้างแจกบ้าง
เราเคยติดต่อค้าปลีกสมัยใหม่ที่จำหน่ายสินค้าออแกนิคทั้งหลาย เขารู้ว่าผลไม้ของเราเป็น ออร์แกนิกส์มีใบรับรอง แต่คำถามของฝ่ายจัดซื้อก็คือแล้วพี่มีตลอดทั้งปีไหมคะ ของธรรมชาติจะมี ตลอดทั้งปีได้อย่างไร มันก็ต้องมีตามฤดูกาล เขาบอกว่าถ้าเขาสั่งเขาจะสั่งตลอด ต้องมีของให้ตลอด ทั้งปี ถ้าแบบนั้นเราก็คงจะไม่มี เพราะเราคงไปบังคับให้ส้ม ลำไย ลิ้นจี่ออกทุกเดือนไม่ได้
แล้วก็มีคำถามว่าขนาดคงที่ไหม เพราะว่าผลไม้เขาจะมีเป็นเบอร์ เล็กกลางไปจนถึงใหญ่ คำถามว่าจะได้เบอร์ 6 ตลอดไหม คือคำถามแบบนี้มันนำไปสู่การทำให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมี ก็คือ ต้องไปบังคับธรรมชาติให้ออกผลไว ให้ออกตลอดๆ ออกลูกเท่านี้ตลอด ซึ่งมันเป็นการบีบบังคับให้ใช้ สารเคมี ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็จะไม่ธรรมชาติ มันก็ไม่ออร์แกนิกส์ พี่ก็เลยงงว่าเขาอยากขายสินค้า ออร์แกนิกส์ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ ทำให้เรานึกถึงข่าวที่มีคนไปสุ่มตรวจส้มแล้วพบว่าทุกลูกมีสารเคมี ก็เพราะมันเป็นแบบนี้ เพราะว่าวงจรตลาดบังคับให้ทำ เหมือนกันทุกที่”