BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
8,898
VIEWS

จาก “นักโฆษณา” สู่ “เกษตรกรป้ายแดง” หมวกใบที่ 2 ของจุรีพร ไทยดำรงค์

ส.ค. 17, 2565 S.Vutikorn

ในวงการโฆษณาของไทย ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “จูดี้” คุณจุรีพร ไทยดำรงค์ ประธานกรรมการและ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสร้างสรรค์ เกรย์เอ็นเจ ยูไนเต็ด

ตลอดระยะเวลาการทำงานโฆษณามากว่า 36 ปี คุณจุรีพรได้สร้างสรรค์ผลงานโฆษณาดีๆ ออกมา มากมายจนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศไทย รวมถึงในเวทีประกวดโฆษณาระดับโลก จนใครต่อใครหลายคน เรียกเธอว่า “เจ้าแม่แห่งวงการโฆษณา”

หลายปีที่ผ่านมา คุณจุรีพรเริ่มวางแผนชีวิตหลังวางมือจากอาชีพโฆษณาในอนาคตด้วยการอยาก หาซื้อที่ดินเพื่อปลูกบ้านในต่างจังหวัด

แต่ประสบการณ์จากงานโฆษณาสอนให้คุณจุรีพรมองอะไรรอบด้านเสมอ จากความคิดจะสร้างบ้าน หลังเล็กๆ ก็ถูกต่อยอดมาเป็น The Maewang Project ขนาด 300 ไร่

The Maewang Project เป็นโครงการที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างผู้คนในท้องถิ่น และบุคคลทั่วไป ทั้งในและนอกพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มุ่งเน้นไปที่การปรับคืนสภาพความสมดุล จัดทำโครงการ จิตอาสา และปรับปรุงสภาพทางภูมิทัศน์ให้กับแหล่งป่าเสื่อมโทรม เพื่อคืนป่าต้นน้ำให้กับชุมชน

คุณจุรีพร เล่าถึงที่มาที่ไปว่า ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสได้ทำโฆษณาแคมเปญ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งมีโครงการปลูกป่าอยู่ในแคมเปญนั้นด้วย การทำงานครั้งนั้น ทำให้ได้รับข้อมูลเรื่องปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เพราะได้เดินทางไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง

“เรารู้สึกว่า เราเป็นคนเมือง ทำงานโฆษณามาตลอด ชีวิตเราห่างไกลจากภาคเกษตรมาก แล้วเราก็ไม่ได้เข้าใจว่าการทำเกษตรจริงๆ ทำอย่างไร เราแค่รับรู้ว่าทำไมชาวไร่ ชาวนาบ้านเราถึง ยากจนไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ พอเราไปได้เรียนรู้ ได้ไปเห็นตัวอย่างของจริงของการจัดสรร พื้นที่แบบผสมผสาน เราก็รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่า ซึ่งสมัยก่อนเกษตรกรบ้านเราก็ทำ แบบนี้มานานแล้ว เพราะสมัยนั้นการทำมาค้าขายสินค้าเกษตรไม่ได้ทำแบบอุตสาหกรรม แต่ทำแบบ เกษตรกรรมอย่างแท้จริง แต่พอคนเริ่มเปลี่ยนมาทำเกษตรแบบอุตสาหกรรม คือทำแบบเชิงเดี่ยว ปลูกอะไรอย่างเดียวเยอะๆ เพื่อที่จะได้เงินเยอะๆ วิธีนี้ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งจนลงๆ

พอเราได้ไปเรียนรู้ว่าการทำเกษตรแบบประณีต ผสมผสาน แท้จริงแล้วมันคือการบริหาร จัดการพื้นที่ที่เรามีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนทำที่เรียกว่า การมีกินมีอยู่ มีใช้มีขาย มีชีวิตที่ พอเพียงไม่ต้องเดือดร้อน พอเราเห็นแบบนั้นเราก็รู้สึกประทับใจและมองเห็นเกษตรกรในมุมมองใหม่ ว่า การเกษตร คือองค์ความรู้ของคนที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ใช้ผืนดิน ใช้น้ำ ใช้ลมให้เกิดประโยชน์ ทั้งในแง่ของอาหารและการเป็นอยู่ก็เลยประทับใจตั้งแต่นั้นมา แต่ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะเป็นเกษตรกร เพราะยังรักงานโฆษณา”

ระหว่างนั้นคุณจุรีพรก็เริ่มมองหาที่ดินไปเรื่อยๆ ทั้งที่เขาใหญ่ ปากช่อง ไปจนถึงต่างประเทศอย่าง ฮาวาย, สเปน จนได้มาเจอกับที่ดินผืนหนึ่งที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นโลเคชั่นสุดท้ายที่เลือกไปดู

“แม่วางไม่ใช่พื้นที่ยอดนิยมของเชียงใหม่ เป็นพื้นที่สีเขียว ไม่มีโรงงาน มีแต่พื้นที่เกษตร ชาวบ้านก็อยู่กันแบบเงียบๆ จะมีท่องเที่ยวก็เป็นท่องเที่ยวเชิงเกษตร หรืออนุรักษ์ธรรมชาติ พอเราไป ดูก็ไม่รู้สึกว่าไกล ขับรถจากสนามบิน 45 นาที ไม่ต้องข้ามเขาเป็นลูกๆ จึงตัดสินใจซื้อที่ขนาด 9 ไร่ เพื่อสร้างบ้านไว้อยู่ตอนเกษียณ”

วันหนึ่งคุณจุรีพร มีโอกาสได้ดูแผนที่ผ่าน Google Earth และเห็นที่ดินในบริเวณใกล้เคียงที่อยู่ติดดอย แม่วาง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ดินที่ซื้อเก็บไว้ ซึ่งเป็นสวนผลไม้ของชาวบ้านที่เลิกทำการเกษตรไปแล้ว เพราะใช้ สารเคมีจนดินเสียและปล่อยทิ้งร้างให้เป็นป่าเสื่อมโทรมที่เต็มไปด้วยวัชพืช คุณจุรีพรจึงให้นายหน้าที่ดินพาไปดู และเกิดความประทับใจจนมีการเจรจากับเจ้าของที่ดินในบริเวณนั้นประมาณ 300 ไร่ เพื่อซื้อที่ดิน เนื่องจากเป็น ที่ดินผืนใหญ่และมีหลายเจ้าของ

“ตอนแรกเกือบไม่ได้ซื้อ เพราะปัญหาเยอะมากก็เลยตัดใจไม่เอาแล้ว ไม่ซื้อก็ได้ ขอซื้อแค่ที่ดิน สวนส้ม 60 ไร่พอ แต่พอกลับบ้านมานั่งทำงานที่โต๊ะ ก็เห็นภาพเป็นไฟไหม้ เห็นภาพสัตว์ป่าวิ่งกรูลงมา จากภูเขามากมาย เห็นภาพแบบนี้หลายครั้ง ไม่ใช่ครั้งเดียว เวลานั่งคิดงานคิดอะไร

พอภาพแบบนี้ก็แวบเข้ามาในหัวก็เลยโทรไปถามคุณต่อ ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับภาพ ยนตร์โฆษณาจากบริษัท ฟีโนมีนา จำกัด ว่าฉันควรซื้อไหมที่ตรงนี้ ถามว่าเห็นภาพแบบนี้แปลว่าอะไร ต่อก็เลยบอกว่าไหนๆ ก็มาทางนี้แล้ว เอาเลย ไม่มีอะไรเสีย มีแต่ได้ ตอนนั้นใจเราก็เลยคิดว่า ซื้อมา ปลูกป่าดีกว่า ต่อมันยังปลูกได้เลย”

คุณจุรีพร บรรยายถึงความรู้สึกในช่วงเวลานั้นว่าเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต

“จริงๆ เขาก็ขายไม่ถูกนะ เพราะว่านายหน้ารวมๆ ก็ 20 กว่าคนแล้ว ต้องบอกว่าเงินที่เราขาย หุ้นบริษัทของเราไป 60% เราเอามาซื้อที่หมดเลย ก็คือเงินผ่านเราไปเลย ไม่ได้อยู่ในธนาคาร ไม่ได้ เก็บเอาไว้เลย คือรับมาปุ๊บก็ส่งต่อปั๊บทันที”

คุณจุรีพรยังได้มีการเชิญอาจารย์จุลพร นันทพานิช ผู้เชี่ยวชาญเรื่องป่าไม้มาช่วยสำรวจพื้นที่ มาช่วย เลือกพันธุ์ไม้ และหากล้าไม้จากห้วยฮ่องไคร้มาให้ เกณฑ์ชาวบ้านเกณฑ์เด็กม้งในละแวกนั้นมาช่วยปลูก โดย เริ่มปลูกป่าครั้งแรกวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2017 ซึ่งก่อนหน้านั้นในบริเวณนี้ก็เกิดไฟป่าขึ้นจริงๆ ในช่วงต้นปี

“พี่ปลูกครั้งแรก 14,000 ต้น ป่าในเมืองไทยมีหลายประเภท บริเวณนี้เป็นป่าเบญจพรรณที่ ความสูงจากระดับน้ำทะเล 400-700 เมตร ป่าเบญจพรรณจะมีพืชที่มีความหลากหลาย มีไม้สำคัญ คือ สัก ประดู่ มะค่า ยางแดง ที่สูญพันธุ์ไปแล้วน่าจะเป็นยางแดง ก็มีหลายอย่างที่สูญพันธุ์ไปแล้วแต่ อาจารย์ก็ไปขอมาปลูกแต่ดูแล้วไม่ค่อยขึ้น เพราะแร่ธาตุในดิน ความเหมาะสมของดินของอากาศ พอมันเปลี่ยนไป พืชบางชนิดหรือบางสปีชีส์ก็อยู่ไม่ได้ ถ้ามันถูกตัดหรือทำลายไปหมดก็ไม่ขึ้นใหม่”

จากเดิมแค่ปลูกป่า จู่ๆ เปลี่ยนมาเป็นเกษตรอินทรีย์ได้อย่างไร?

ทีมงานตั้งข้อสงสัย

กับเรื่องนี้คุณจุรีพร อธิบายว่าในปีแรกมีการปลูกป่าไปประมาณ 14,000 ต้น และปลูกเพิ่มในปีที่ 2 อีก 4,000 ต้น และในปีที่ 3 อีก 5,000 ต้น ส่วนพื้นที่ที่เคยเป็นสวนผลไม้ อาทิ สวนส้ม ลิ้นจี่ ลำไย ก็เริ่มทดลองทำ เกษตรแบบไม่ต้องใช้ยา ไม่ใช้สารเคมีอะไรเลย ใช้แต่น้ำฝนกับปุ๋ยจากเศษหญ้า

“เราไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า เพราะเป็นตัวทำลายดินอย่างเร็วและแรง แต่มันง่าย แค่ราดลงไปแล้ว หญ้ามันตายเกลี้ยงเลย ต้นทุนจ้างคนตัดหญ้าปีนึงสูงมาก ซื้อรถเก๋งได้ 1 คัน แต่เราตั้งใจทำเป็นเกษตร อินทรีย์ 100% ปีแรกเหมือนพวกผลไม้อะไรต่างๆ มันก็ช็อก มันก็เหี่ยวๆ เพราะมันเหมือนเคยได้ สารเคมีมาตลอด พอเราไม่ได้ใช้สาร บางต้นมันก็ตาย แต่ส่วนใหญ่อยู่รอด อย่างส้มปีแรกลูกนิดเดียว เล็กกว่ามะนาวอีก พอถึงปีที่ 2 ลูกเริ่มใหญ่ขึ้นเอามาคั้นน้ำกินอร่อย มันก็เป็นรสหวานธรรมชาติ พอถึง ปีที่ 3 4 5 ลูกใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ปีที่ผ่านมาเท่าฝ่ามือเลย เป็นส้มของจริงที่พิสูจน์ได้ว่าไม่ต้องใช้ยามันก็ อยู่ได้ เขาก็ไม่ได้ตายง่ายๆ ตอนนี้ลำไย มะม่วงที่สวนก็ดกมาก”

ทีมงานอดไม่ได้ที่จะถามถึงความรู้สึกในวันที่ผลไม้จากสวน The Maewang Project กลับมาขายได้ อีกครั้งในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์อย่างที่ตั้งใจ

“ถามว่าวันนั้นพี่รู้สึกอย่างไร ดีใจกว่าได้ Grand Prix Cannes Lions หรือไม่? ตอบว่าดีใจยิ่งกว่า เพราะทำสวนปีแรก อย่างที่บอกว่าลูกมันออกมาเล็กนิดเดียวจนเริ่มถอดใจ เดี๋ยวมันคงตายหมด พอปี ต่อมามันใหญ่กว่าเดิมเรื่อยๆ เรารู้สึกว่าธรรมชาติให้กลับคืนมา เรารู้สึกว่าคนเชื่อมั่นในธรรมชาติได้ จริงแท้แน่นอน ธรรมชาติไม่เคยหักหลังก็เลยดีใจกว่าได้ Cannes Lions

Cannes Lions มันก็เป็นรางวัลในวิชาชีพ ได้มาก็ดีใจ แต่พอจบจากงานมันก็หมดแล้ว ปีหน้า ก็ต้องแข่งเพื่อให้ได้อีกๆ อะไรแบบนี้ เหมือนต้องล่าไปเรื่อยๆ แต่ผลไม้มันเหมือนได้มาเอง มาทุกปี เราก็ดูแลแบบวิธีของเรา แบบธรรมชาติ บางทีก็รอให้ฝนมันมา บอกต้นไม้ว่ารอฝนหน่อยนะ รดน้ำ ไม่ไหวมันเยอะ ซื้อถัง 2,000 ลิตร ขนขึ้นรถกระบะไปรดไม่ไหวก็เลยรอให้ฝนมาจะได้สบาย”

แต่เอาเข้าจริงๆ อารมณ์ของการเฉลิมฉลองบางทีก็อยู่แค่แวบเดียว เพราะหัวใจของการเป็นเกษตรกร นั้นอยู่ที่การขายสินค้าซึ่งมีอายุที่ค่อนข้างสั้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยสำหรับเกษตรกรป้ายแดงอย่างคุณจุรีพร

“เราไม่ได้เป็นคนมาสายอาชีพนี้โดยตรงด้วย เราไม่รู้หรอกว่าตลาดมันอยู่ที่ไหน เรื่องของเรื่อง ก็คือเราไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นธุรกิจ เราคิดแค่ว่ามันมีของดีๆ ให้กิน ทำไมคนถึงไม่ได้กิน คนกินแต่ของใส่ ยา ของเราเอาไปตรวจแล้วตรวจอีก 3-4 รอบ ตรวจทุกปีเลย ตรวจทั้งดินทั้งน้ำจนได้ใบรับรองเรื่อง Organic ตรวจที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพราะว่าเราก็อยากรู้ว่าเรามาถูกทางหรือ เปล่า

ตอนแรกที่เราทำ น้ำจะดีก่อนเลยเพราะว่าเราอยู่แหล่งต้นน้ำ เห็นชัด เราสูบน้ำบาดาลขึ้นมา ใช้อยู่แล้ว น้ำไม่มีสารเคมีเจือปนก่อนเลยในปีแรก ดังนั้นถ้าแหล่งต้นน้ำไม่ได้ใช้อะไรจะดีที่สุด เพราะว่า ไม่ได้เอาพิษลงไปข้างล่าง จากนั้นก็มาเรื่องดิน ซึ่งดินต้องใช้เวลาให้มันละลายสารเคมีออกไป ในปีที่ 3 ดินถึงจะไม่มีสารเคมีเจือปน เรื่องผลก็ช้าสุดแต่ก็หมดสารเคมีภายใน 3 ปีเหมือนกัน” 

เมื่อถูกถามถึงวิธีแก้ปัญหา เวลาสินค้าเกษตรขายไม่ได้ว่ามีทางออกอย่างไร คุณจุรีพร อธิบายให้ฟังว่า ตอนนี้ใช้ 2 วิธี คือ การนำสินค้าเกษตรไปแปรรูปและบริจาค เนื่องจากยังไม่ได้ตั้งใจทำเป็นธุรกิจ

“วัตถุประสงค์ของเราคืออยากให้สิ่งมีชีวิตได้กิน ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ อยากให้กินของที่ดี มีประโยชน์กับร่างกายจริงๆ อันนี้ก็ถือว่าเราทำบุญบริจาค พี่บริจาคส้มปีนึงเป็น 1-2 หมื่นกิโลกรัม ตอนนี้ ก็ทำเป็นประเพณีเลย ก็คือให้มูลนิธิช้าง ส่วนลำไยขายได้ มีล้งมารับซื้อ ก็ขายราคาเท่าลำไยที่มีสารเคมี นั่นแหละ คิดว่าอย่างน้อยคนก็ได้กินของดี ของที่มียามันก็มีของเราปนไปด้วยแหละ ใครโชคดีก็ได้กินไป เพราะเราก็ขายราคาเท่าเกษตรกรที่ขายกัน มะม่วงก็เอามากวน แจกๆ กินไป ขายบ้างแจกบ้าง

เราเคยติดต่อค้าปลีกสมัยใหม่ที่จำหน่ายสินค้าออแกนิคทั้งหลาย เขารู้ว่าผลไม้ของเราเป็น ออร์แกนิกส์มีใบรับรอง แต่คำถามของฝ่ายจัดซื้อก็คือแล้วพี่มีตลอดทั้งปีไหมคะ ของธรรมชาติจะมี ตลอดทั้งปีได้อย่างไร มันก็ต้องมีตามฤดูกาล เขาบอกว่าถ้าเขาสั่งเขาจะสั่งตลอด ต้องมีของให้ตลอด ทั้งปี ถ้าแบบนั้นเราก็คงจะไม่มี เพราะเราคงไปบังคับให้ส้ม ลำไย ลิ้นจี่ออกทุกเดือนไม่ได้

แล้วก็มีคำถามว่าขนาดคงที่ไหม เพราะว่าผลไม้เขาจะมีเป็นเบอร์ เล็กกลางไปจนถึงใหญ่ คำถามว่าจะได้เบอร์ 6 ตลอดไหม คือคำถามแบบนี้มันนำไปสู่การทำให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมี ก็คือ ต้องไปบังคับธรรมชาติให้ออกผลไว ให้ออกตลอดๆ ออกลูกเท่านี้ตลอด ซึ่งมันเป็นการบีบบังคับให้ใช้ สารเคมี ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็จะไม่ธรรมชาติ มันก็ไม่ออร์แกนิกส์ พี่ก็เลยงงว่าเขาอยากขายสินค้า ออร์แกนิกส์ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ ทำให้เรานึกถึงข่าวที่มีคนไปสุ่มตรวจส้มแล้วพบว่าทุกลูกมีสารเคมี ก็เพราะมันเป็นแบบนี้ เพราะว่าวงจรตลาดบังคับให้ทำ เหมือนกันทุกที่”

เมื่อถูกถามถึงว่าประสบการณ์ในวงการโฆษณาสามารถเพิ่มการรับรู้ของ The Maewang Project กับ ผู้บริโภคได้มากน้อยเพียงใด คุณจุรีพร ตอบว่า ในปัจจุบันยังไม่ได้ทำอะไรจริงจัง แต่เมื่อใดที่ต้องมองเป็นธุรกิจ ก็คงต้องทำ เพราะว่าเรามีของดีเยอะแยะอยู่ในมือ เราก็ควรจะขายให้ได้กำไร เข้ามาเพื่อที่จะนำไปพัฒนาพื้นที่ ต่อไป เพราะเป็นเรื่องความยั่งยืน

“อย่างที่บอกว่าพี่ไม่ใช่เกษตรกรมืออาชีพ พี่เป็นสายโฆษณา ถ้าพี่จะโฆษณาสวนออร์แกนิกส์ เท่ากับว่าพี่เป็นผู้ผลิตเอง แล้วก็เป็นคนโฆษณาเอง ถามว่าได้ไหม มันก็ได้แหละ ถ้าพี่อายุน้อยกว่านี้อีก หน่อย ถ้าพี่อยู่ในวัย 30 พี่คงลุยไปแล้ว ผลิตเอง เป็นเถ้าแก่เอง ทำโฆษณาเอง ไม่รออะไรเหมือนตอนนี้ หรอก แต่ตอนนี้พี่ก็วัยเกษียณแล้ว ใจพี่ไม่ได้อยากจะวุ่นวายกับชีวิตในบั้นปลาย เราอยากจะสบายๆ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป สงบๆ แล้วปล่อยให้ธรรมชาติพาเราไป ก็จะเห็นว่าพี่เอามาโพสต์ขายบ้างเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะขายได้เยอะแต่ก็แป๊บเดียวหมดตลอด แสดงว่ามันก็มีดีมานด์อยู่เยอะ

อย่างใน LINE Official มีส้มก็เอาไปขายในนั้น พอหมดก็เลิกก็หยุดไปแล้วก็มีคนมาถามว่า ส้มยัง มีอยู่อีกไหม เสียดายจังเลย พี่ก็ให้มันเป็นแบบปากต่อปากไปแล้วกัน ใจพี่คือถ้าใครอยากมาทำการ ตลาดในสินค้าพี่ อยากมาจริงจังทำเลยนะ พี่ให้ทำเลย พี่ก็ยินดีด้วยซ้ำมาตัดล็อตไปเลย พี่จะได้เป็น ผู้ผลิตอย่างเดียว เป็นผู้ผลิตแล้วแค่เก็บไว้เป็นคนกินเองแบบสบายใจก็พอ ใครมีแรงทำตลาดทำไปเลย พี่ก็อยากให้ทำ คนจะได้กินเยอะๆ จะได้กินของที่มันปลอดภัยจริงๆ โดยเฉพาะพ่อแม่ลูกเล็กที่เขาก็เป็น ห่วงลูกเขา ทุกวันนี้เด็กได้กินแต่ผลไม้ที่มีแต่ยา แล้วเขาจะไม่เป็นโรคได้ไง ถ้าเขาได้กินของธรรมชาติ มันดีกว่าอยู่แล้วเห็นได้ชัดเลย”

 คุณจุรีพร เล่าเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้ยังคงทำงานโฆษณาเป็นหลักและทำเกษตรออร์แกนิกส์เป็นงานอดิเรก แต่เป็นเรื่องบังเอิญที่ช่วงวิกฤต COVID-19 ทำได้ใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่เยอะ เพราะสามารถ Work From Home ได้

“ช่วง COVID-19 มีโอกาสไปแม่วังบ่อยขึ้นก็เริ่มใช้ชีวิตแบบนั้นมากกว่าที่กรุงเทพฯ แต่ก็อยู่ กรุงเทพฯ เยอะกว่าอยู่ดี จนมาล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา จึงได้ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่แม่วาง เต็มตัว ย้ายแมวที่แข็งแรงไปด้วยทั้งหมด ไปทำสวนแมวอยู่ในสวนลิ้นจี่ก็เลยไปอยู่เชียงใหม่มากขึ้น

ชีวิตการทำงานโฆษณาส่วนใหญ่ตอนนี้ก็เป็นงานประชุมทางออนไลน์ ตอนนี้ก็ไม่ได้ลงราย ละเอียดในแต่ละงานแล้ว ก่อนหน้านี้ยังลงทุกงาน ครีเอทีฟต้องมาคุยไอเดียกันอะไรแบบนี้ แต่ตั้งแต่ ต้นปีที่ผ่านมาก็ไม่มีลงดีเทลอะไรแล้ว จะทำแค่เรื่องใหญ่ๆ ของออฟฟิศมากกว่า อย่างเช่น Recruit คนตำแหน่งสูงๆ หรือประชุมกับเมืองนอก เพราะพี่เป็นบอร์ดของ Global ประชุมออนไลน์ที่ออฟฟิศ ก็นานๆ จะประชุมผู้บริหารสักครั้ง” คุณจุรีพร กล่าวทิ้งท้าย

 

 

XAG Thailand เปิดเช่าโดรนเกษตรอัจฉริยะ XAG P100 Upgrade หนุนเกษตรกรตอบโจทย์ทำเกษตรยุคใหม่

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

ปฏิวัติอุตสาหกรรมน้ำตาล! สอน. ปั้น 'Sugar Ecolabel' จับมือ 5 โรงงานต้นแบบนำร่องน้ำตาลสีเขียวเพิ่มมูลค่าให้เกษตรกร

ได้เวลายกระดับคาร์บอนเครดิตไทยสู่มาตรฐาน ISO กรมวิชาการเกษตรหนุนเกษตรกรทำ T-VER มุ่งเป้า Net Negative

NIA หนุน HealthTech ทำยอดกว่า 21 ล้านบาท เกษตร–อุตสาหกรรมขยายทดลองใช้ต่อเนื่อง

FIT Auto สนับสนุนยางรถยนต์ใหม่แก่เกษตรกร ต.หนองนาแซง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เสริมความปลอดภัยเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางและขนส่งผลผลิต

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact