ในช่วงเวลาที่ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การที่แบรนด์หนึ่งจะรักษาความแข็งแกร่งของภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคเอาไว้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับแบรนด์ “ไทย-เดนมาร์ค” ภายใต้การดำเนินงานขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) สัญลักษณ์วัวแดงที่อยู่คู่คนไทยมานานหลายทศวรรษ ยังคงพิสูจน์ศักยภาพของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน โดยผ่านการได้รับการยกย่องให้เป็นแบรนด์อันดับ 1 ของกลุ่มนมพร้อมดื่มยูเอชที ในหมวดสินค้าบริโภค จากผลสำรวจ 2026 Thailand’s Most Admired Brand ครั้งล่าสุด สะท้อนถึงพลังของแบรนด์ที่ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานของการทำตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพผลิตภัณฑ์ ความไว้วางใจของผู้บริโภค และบทบาทในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนมของประเทศตั้งแต่ ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

คุณเทอดไชย ระลึกมูล รองผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึงหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ไทย-เดนมาร์คได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องว่า มาจากความมุ่งมั่นในเรื่องคุณภาพของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของแบรนด์ผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ที่รับซื้อจากเกษตรกรไทยในเครือข่ายส่งเสริมของอ.ส.ค. โดยไม่มีการผสมนมผง นอกจากนั้นยังใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยในระดับแนวหน้าของภูมิภาค พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารที่ได้รับการรับรองทั้งจากหน่วยงานภายในประเทศและมาตรฐานสากล

พร้อมฉายภาพรวมของตลาดนมพร้อมดื่มยูเอชที ในช่วงปี 2568 ต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2569 ว่ายังอยู่ในภาวะทรงตัว ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์พื้นฐานที่เป็นนมรสหลักอย่างรสจืด รสหวาน และรสช็อกโกแลต ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างที่สุด
“อย่างไรก็ตามภายใต้ภาพรวมที่ดูนิ่ง ตลาดนมกลับมีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในบางเซกเมนต์ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับเทรนด์สุขภาพ ซึ่งเริ่มกลับมาเติบโตตามกำลังซื้อของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นนมสำหรับเด็กที่มีการเสริมสารอาหารอย่างโอเมก้า หรือผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่” คุณเทอดไชย กล่าว

ขณะเดียวกัน การแข่งขันในตลาดก็ยังคงเข้มข้น ผู้เล่นแต่ละแบรนด์ต่างใช้กลยุทธ์ทั้งด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย โปรโมชัน และการเปิดช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและการไลฟ์สตรีมผ่านอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคดิจิทัล
ปัจจัยเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมยังถูกท้าทายจากบริบททางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเปิดเสรีทางการค้าในกลุ่มสินค้าเกษตรภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี หรือ Free Trade Agreement ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ส่งผลให้ภาษีนำเข้านมผงลดลงเหลือ 0% และไม่มีการจำกัดปริมาณการนำเข้า โดยเฉพาะจากประเทศผู้ผลิต รายใหญ่ เช่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ นมผงนำเข้าที่มีราคาต่ำกว่าน้ำนมดิบภายในประเทศจึงกลายเป็นความท้าทายสำคัญต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย
ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการดูแลอุตสาหกรรมโคนม อ.ส.ค. จึงทำหน้าที่เป็นเสมือนด่านหน้าที่ช่วยรองรับผลกระทบดังกล่าว
“เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมต้องรีดนมทุกวัน และจำเป็นต้องมีผู้รับซื้ออย่างต่อเนื่อง หากไม่มีตลาดรองรับก็จะเกิดปัญหาน้ำนมดิบล้นระบบ เราในฐานะรัฐวิสาหกิจจึงต้องช่วยรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรเพื่อไม่ให้ต้องเททิ้ง ซึ่งเราเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาและยังคงทำอย่างต่อเนื่องเพื่อผ่อนคลายปัญหาให้กับเกษตรกร” คุณเทอดไชย กล่าวเสริม

การรับซื้อน้ำนมดิบจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบจากฟาร์มโคนมไทย จากเดิมที่แบรนด์ไทย-เดนมาร์ค มีสินค้าในกลุ่มหลักเพียงไม่กี่รสชาติ วันนี้ไลน์ผลิตภัณฑ์ได้ถูกพัฒนาให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในหลายช่วงวัย ตั้งแต่นมสำหรับเด็กที่มีการเสริมวิตามินและโอเมก้า ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน
“สมัยก่อนสินค้าหลักของเรามีเพียงรสจืด รสหวาน และรสช็อกโกแลต แต่ในวันนี้เราขยายไปยังกลุ่มใหม่ๆ เช่น นมสำหรับเด็กที่เสริมสารอาหาร กลุ่มแลคโตสฟรีสำหรับผู้ใหญ่ที่ดื่มแล้วไม่ท้องอืด รวมถึงกลุ่มโปรไบโอติกอย่างโยเกิร์ตที่ผลิตจากนมโคสดแท้ 100% และในอนาคตยังมีแผนต่อยอดนวัตกรรมไปสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะทาง เช่น นมสูตรทางการแพทย์นมโปรตีนสูง และการแยกครีมสดเพื่อรองรับตลาดเบเกอรี่ที่กำลังเติบโต” คุณเทอดไชย อธิบายถึงทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อ.ส.ค. ยังได้ขยายขอบเขตของผลิตภัณฑ์ไปสู่โภชนาการเฉพาะทางผ่านแบรนด์ Nutrical ซึ่งเป็นอาหารสูตรครบถ้วนทางการแพทย์ที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล จุดเด่นของผลิตภัณฑ์คือการใช้วัตถุดิบจากนมโคสดแท้ผสมกับข้าวกล้องหอมมะลิไทยให้โภชนาการเทียบเท่ากับอาหาร 1 มื้อ พร้อมปริมาณโปรตีนที่สูงกว่านมทั่วไปถึง 3-4 เท่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโภชนาการที่สมดุลในเวลาจำกัด รวมถึงผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับอาหารผ่านสายยาง

อีกหนึ่งความท้าทายของตลาดนมไทย คือพฤติกรรมการบริโภคที่ยังไม่ฝังรากลึกในวิถีชีวิตประจำวันของคนไทย ค่าเฉลี่ยการบริโภคนมของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 18 ลิตรต่อคนต่อปี ซึ่งยังห่างไกลจากประเทศพัฒนาแล้วที่มีการบริโภคมาก กว่า 100 ลิตรต่อคนต่อปี ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างด้านการรับรู้และวัฒนธรรมการบริโภค
“คนไทยจำนวนมากดื่มนมเพราะได้รับการปลูกฝังจากคุณพ่อคุณแม่ในช่วงวัยเด็ก พอเข้าสู่วัยมัธยมหรือมหาวิทยาลัย การบริโภคก็ลดลง เราจึงต้องสื่อสารให้คนวัยทำงานและผู้สูงอายุเห็นความสำคัญของการดื่มนมอย่างสม่ำเสมอ เพราะเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งแคลเซียมและโปรตีนที่ช่วยดูแลสุขภาพกระดูกและกล้ามเนื้อ”
ด้านการสื่อสารแบรนด์ในยุคดิจิทัล ไทย-เดนมาร์คปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง โดยใช้ทั้งโซเชียลมีเดีย การไลฟ์สตรีม และความร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ แต่ยังสามารถเชื่อมโยงการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์กับการขายได้ในเวลาเดียวกัน
“เรามีทีมงานที่ทำการไลฟ์สตรีมร่วมกับเอเจนซี่และอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งช่วยสร้างยอดขายได้อย่างน่าสนใจ บางช่องทางสามารถสร้างยอดขายได้เกือบ 10 ล้านบาทต่อเดือน กลุ่มลูกค้าหลักที่ตอบรับดีคือคุณแม่บ้านที่เติบโตมากับแบรนด์ ไทย-เดนมาร์คและส่งต่อความเชื่อมั่นนี้ไปยังลูกหลาน”
เหนือสิ่งอื่นใด แนวคิดเรื่องความยั่งยืนยังคงเป็นแกนสำคัญของการดำเนินงานของ อ.ส.ค. เพราะอุตสาหกรรมนมไม่ใช่เพียงธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเกษตรกรจำนวนมากทั่วประเทศ องค์กรจึงให้ความสำคัญกับการดูแลทั้งระบบ ตั้งแต่การประกันราคาขั้นต่ำ การส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยพัฒนาฟาร์ม ไปจนถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรบริหารจัดการฟาร์มในรูปแบบธุรกิจที่มีความยั่งยืน

“แนวคิดของเราคือการดูแลอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เราอยากให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถบริหารฟาร์มให้มีกำไร และทำให้อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ลูกหลานอยากสืบทอดต่อ” คุณเทอดไชย กล่าว
เมื่อมองไปข้างหน้า เป้าหมายของแบรนด์ไทย-เดนมาร์คไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาความเป็นผู้นำในตลาดภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการขยายโอกาสทางธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงอย่าง ลาว กัมพูชา และเมียนมา ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูง
“เราต้องการให้สัญลักษณ์วัวแดงอยู่ในใจคนไทยตลอดไป พร้อมกับขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ทุกหยดของนมที่ผู้บริโภคเลือกดื่ม ไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวเองเท่านั้น แต่ยังช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทยมีความมั่นคงในอาชีพของพวกเขา” คุณเทอดไชย ทิ้งท้าย
บทบาทของแบรนด์ไทย-เดนมาร์คในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงผู้ผลิตนมพร้อมดื่มที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค หากยังเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยเข้ากับสุขภาพของผู้บริโภคในทุกช่วงวัย และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้สัญลักษณ์วัวแดงยังคงได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์ที่คนไทยชื่นชมมากที่สุดแบรนด์หนึ่งของประเทศ