หลังการเข้ามาอยู่ภายใต้ชายคาของกลุ่มซีพีแล้ว โลตัส กำลังเดินหน้าเพื่อสลัดภาพจำของผู้บริโภคในการทรานสฟอร์มตัวเองสู่การเป็น New Smart Retail ซึ่งเป็นเทรนด์ของค้าปลีกทั่วโลก ที่นำเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนการทำตลาด
การทรานสฟอร์มดังกล่าว โลตัสมีการเดินหน้าทำตลาดด้วยแนวทางใหม่ๆ ทั้งในเรื่องของการสร้างฟอร์แมตสโตร์ใหม่ๆ การนำเสนอสินค้า ตลอดจนการเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อก้าวสู่ การเป็น “New Smart Retail” อย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นการสิ้นสุดยุคของการแข่งขันในตลาดค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ห่ำหั่นกันด้วยสงครามราคาก็ว่าได้
สมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจโลตัส ประเทศไทย ไล่เรียง “ไทม์ไลน์” ของการทำตลาดของโลตัสในประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า ตลอดระยะเวลา 28 ปีที่ผ่านมา โลตัส มีส่วนร่วมในการผลักดันวิวัฒนาการของค้าปลีกสมัยใหม่ในประเทศไทยในทุกยุคสมัย ตั้งแต่ Retail 1.0 ซึ่งคือการเริ่มต้นของร้านค้าในรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่นำความสะดวกสบายของการมีสินค้าคุณภาพสูงที่ครบครันและหลากหลายอยู่ภายในที่เดียวในราคาที่คุ้มค่า โดยโลตัส ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาแรกเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2537
หลังจากนั้น ในยุค Retail 2.0 ได้ต่อยอดด้วยการพัฒนาพื้นที่ศูนย์การค้าเพื่อให้มีร้านค้าที่เติมเต็มการใช้ชีวิตของลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้โลตัส เป็นศูนย์รวมของการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัว นอกเหนือจากการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในไฮเปอร์มาร์เก็ต ตลอดจนการพัฒนาสาขารูปแบบใหม่ๆ ทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก ในปี พ.ศ. 2556
ภายใต้ยุค Retail 3.0 การเกิดขึ้นของ e-commerce โลตัส เป็นค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตรายแรกในประเทศไทยที่เปิดตัวแพลทฟอร์มสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ของตนเอง จำหน่ายสินค้าครอบคลุมทุกหมวดหมู่ รวมถึงอาหารสด โดยสามารถจัดส่งสินค้าจากสาขา และยังมีรูปแบบ Click & Collect ให้ลูกค้าสามารถมารับสินค้าได้ด้วยตนเอง

ส่วนในยุค Retail 4.0 คือการเติบโตของค้าปลีกแบบ omni-channel และ Personalization โดยโลตัส ได้เปิดตัวแอปพลิเคชั่น Lotus’s SMART App ในเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา โดยรวมออนไลน์ช้อปปิ้งเอาไว้กับโปรแกรมขอบคุณลูกค้า MyLotus’s เพื่อส่งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ไร้รอยต่อระหว่างออฟไลน์และออนไลน์ ควบคู่ไปกับความคุ้มค่าที่ถูกออกแบบมาสำหรับลูกค้าแต่ละคน โดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ
การก้าวสู่ยุค Retail 4.0 มีการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างเร็ว โดยในช่วงเวลาเพียงแค่ 6 เดือนหลังจากเปิดตัวแอปพลิเคชั่น Lotus’s SMART App ปัจจุบันมีผู้ดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 5.3 ล้านราย และช่วยผลักดันให้ยอดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์โตขึ้นกว่า 12 เท่าตัว
โลตัส ก่อกำเนิดขึ้นในบ้านเรามาถึง 28 ปี การทำตลาดหลังจากนี้ไปจึงน่าจับตามองไม่น้อย โดยเฉพาะในมุมของการ ปักหมุดหมายสู่การเป็น New Smart Retail ที่เป็นการก้าวสู่ยุค Retail 5.0 อย่างสมบูรณ์แบบ
ในการนี้ โลตัสมีแผนที่จะเดินหน้าเปิดสาขา Next Generation ในหลากหลายรูปแบบที่มีความเหมาะสมกับไลฟ์ไสตล์ของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ โดยที่ทุกสาขาจะต้องทำหน้าที่เป็น Fulfillment Center ในการจัดส่งสินค้าสำหรับแพลทฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย
โลตัส ตั้งเป้าภายใน 3 ปี ยอดขายจากแพลทฟอร์มออนไลน์จะมีสัดส่วน 20% ของยอดขายโดยรวมทั้งหมด สำหรับพื้นที่ศูนย์การค้า จะได้รับการปรับและเพิ่มพื้นที่ให้เป็น Everyday SMART Community Center ศูนย์รวมการใช้ชีวิตในทุก ๆ วันของชุมชนรอบข้าง โดยมีร้านค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ มุ่งเน้นการเป็น Inspiring Food Destination และการทำกิจกรรมของชุมชน แผนงานภายใน 3 ปีข้างหน้าคือการปรับพื้นที่ศูนย์การค้าใน 140 สาขา ควบคู่กับการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ต่อยอดสู่การเป็นผู้พัฒนาและบริหารโครงการค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต
การรุกตลาดแบบต่อเนื่องเพื่อปูทางสู่ธงที่วางไว้นั้น ในช่วงครึ่งปีแรก โลตัสได้เปิดสาขาใหม่ 39 แห่ง โดยได้เปิดตัวคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ อาทิ SMART Urban Supermarket, Open Air Mall และ SMART F&B Heaven

สาขาที่กล่าวมาทั้งหมดจะชูความเป็นศูนย์รวมอาหารและอาหารสดชั้นนำ (Inspiring Fresh & Food Destination) และการเป็นศูนย์รวมการใช้ชีวิตในแบบสมาร์ทของชุมชนทุกวัน (Everyday SMART Community Center) ซึ่งจากเสียง ตอบรับที่ดีของลูกค้าต่อคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ เหล่านี้ โลตัสเตรียมนำไปพัฒนาและต่อยอดเพื่อใช้ในสาขาอื่นๆ ในครึ่งปีหลัง รวมถึงโลตัส นอร์ท ราชพฤกษ์ สาขา Flagship ที่จะเปิดใน ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
ในส่วนของแพลทฟอร์มออนไลน์นั้น โลตัส จะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถรองรับการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ที่จะโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด รวมถึงการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าในแต่ละราย เพื่อมอบส่วนลด สิทธิประโยชน์ และข้อเสนอที่ตรงใจลูกค้าในระดับปัจเจกบุคคล
ปัจจุบันโลตัสมีฐานสมาชิกโปรแกรมขอบคุณลูกค้า มายโลตัส (MyLotus’s) กว่า 23 ล้านบัญชี โดยตั้งเป้า Migrate สมาชิกทั้งมาอยู่บนแพลทฟอร์ม Lotus’s SMART App เพื่อการใช้งานที่สะดวกและไร้รอยต่อที่สุด
รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือสินค้าในร้านที่จะต้องตอบโจทย์เทรนด์และไลฟ์สไตล์ในอนาคต และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น สินค้าพรีเมียม สินค้านำเข้า สินค้าอัตลักษณ์ สินค้าท้องถิ่น สินค้า SME โดยในแต่ละสาขาจะมีสินค้าที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของโปรไฟล์ลูกค้าในแต่ละพื้นที่ นอกจากนั้น แผนงานพัฒนาสินค้า own brand ของเรา จะมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าที่ดีต่อสุขภาพและการเป็นอยู่ที่ดี
แม้จะมีการเดินหน้าปรับภาพลักษณ์เพื่อยกระดับแบรนด์ แต่โลตัส ก็ยังคงเน้นไปที่เรื่องของการเป็นค้าปลีกที่มีการนำเสนอราคาที่สามารถจับต้องหรือเอื้อมถึงได้ง่ายตามแนวทางของค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ตเดิมที่วางไว้ตั้งแต่ต้น
ทิศทางที่โลตัสกำลังมุ่งไปนี้ถือเป็นเทรนด์ค้าปลีกของโลกรวมถึงบ้านเรา ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็น New Digital Retail Concept ที่ค้าปลีกต้องเชื่อมทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ ภายใต้ Digital Infrastructure ที่ครอบคลุม อย่างกว้างขวาง โดยค้าปลีกหน้าร้านเมื่อเชื่อมต่อกับออนไลน์เป็น Omni-channel ยังไม่พอ ยังต้องสร้าง Platform E-Commerce ขึ้นมาพ่วงต่อกับ Omni-channel ให้เกิดประสิทธิภาพนำไปสู่การมี Big Data
การปูทางไปสู่การเป็น New Smart Retail ของโลตัส มีการทำออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมีนาคม 2565 โลตัส ได้เปิดตัว Lotus’s SMART App แอปพลิ เคชันค้าปลีกรายแรก ที่รวมแพลทฟอร์ม E-Commerce และลอยัลตี้ โปรแกรม My Lotus’s เข้าไว้ด้วยกัน โดยปัจจุบันมีผู้ใช้ งานดาวน์โหลดแอปพลิเคชันไปแล้วกว่า 4.5 ล้านราย และยอดการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เติบโตขึ้นกว่า 400% ตั้งแต่เดือน มีนาคม 2565
ส่วนสาขาในรูปแบบของ Physical Store นั้น ตัวเลข ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 “โลตัส” (Lotus’s) มีร้านค้าปลีกจำนวน 2,597 แห่งทั่วประเทศไทย ประกอบด้วยร้านไฮเปอร์มาร์เก็ต 224 แห่ง ซูเปอร์มาร์เก็ต 202 แห่ง และมินิซูเปอร์มาร์เก็ต 2,171 แห่ง