ตลอดช่วง Covid-19 ที่ผ่านมาองค์กรต่างๆ ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการถูกบีบบังคับให้เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน เพื่อให้เป็นไปตามสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลง เดลล์จึงได้ศึกษาหาผลกระทบที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนธุรกิจ ด้วยการย้อนมองกลับไปในอดีตซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการมองไปยังอนาคต ว่ามีแนวโน้มความไม่มั่นคงเรื่องใดอีกบ้างนอกจากรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป เพื่อที่จะได้เตรียมรับมือกับความไม่มั่นคงเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที และพบว่าขุมกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจนั้นคือ “พนักงาน”
Covid-19 คือปัจจัยความเร่งที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างมหาศาล และได้รับผลกระทบอย่างถ้วนหน้าทุกภาคส่วน เดลล์เทคโนโลยี ได้เล็งเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเนื่องด้วยเป็นธุรกิจที่ถือครองดาต้าอยู่แล้ว จึงนำฐานข้อมูลมาวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนธุรกิจ และผลกระทบหลักๆ 6 ด้านประกอบด้วย Manufacturing, Transportation, Retail, Services, Healthcare, Public sector แต่พนักงานคือหน่วยหนึ่งในองค์กรที่สามารถรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ และรับตัวให้เข้ากับรูปแบบหรือสถานการณ์การทำงานที่เปลี่ยนไปได้อย่างดี เดลล์จึงให้ความสำคัญกับหน่วยในองค์กรเหล่านี้และนิยามพวกเขาว่าเป็นทรัพย์สินที่มีค่าขององค์กรนั้นเอง
จากนั้นจึงได้ศึกษาความคิดเห็น ของผู้นำองค์กรและพนักงานในไทยจำนวน 200 คน ผ่านการสำรวจ ผลชี้ให้เห็นแนวทางเดียวกันว่า พนักงานมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมาก และตัวอย่างข้อมูลที่สำคัญมีดังนี้
- ผู้นำองค์กรธุรกิจในประเทศไทย 86% มองว่าบุคลากรคือสินทรัพย์สำคัญที่สุด
- ผู้บริหารในประเทศไทย 66.5% เชื่อว่าองค์กรของตนมีการประเมินความต้องการด้านบุคลากรต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อมีการวางแผนโครงการต่างๆ ด้านการเปลี่ยนแปลง
- พนักงานทั้งหมดในประเทศไทย 74% กล่าวว่าองค์กรตนต้องมอบระบบโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อให้ทำงานได้อย่างยืดหยุ่น ในแนวทางที่เหมาะสำหรับทุกคน
จากผลสำรวจผู้นำองค์กรทั่วโลกที่มีส่วนตัดสินใจในการขับเคลื่อนองค์กรด้านเทคโนโลยีกว่า 10,500 คน ชี้ให้เห็นว่าพนักงานคือปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างแท้จริง เดลล์จึงเล็งเห็นและได้ยกระดับความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์มากขึ้น จึงได้ออกแบบแนวทางเพื่อรองรับความต้องการการทำงานแห่งอนาคตแบ่งเป็น 3 ส่วนดังนี้
1. CONNECTIVITY
มอบประสบการณ์การแก่พนักงานด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อสามารถเชื่อมโยงและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับการขับเคลื่อนองค์กร ผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทย 2% บอกว่าอยากให้องค์กรของตนมอบระบบโครงสร้างและเครื่องมือที่จำเป็นที่ช่วยให้ทำงานได้จากทุกที่ (พร้อมให้อิสระในการเลือกรูปแบบการทำงานได้ตามต้องการ) ในความเป็นจริง องค์กรธุรกิจต้องทำให้งานเป็นเรื่องที่เสมอภาคสำหรับคนที่มีความต้องการต่างกัน มีความสนใจและความรับผิดชอบต่างกัน รวมถึง ประเทศไทย 86% ของพนักงานอยากให้องค์กรของตนดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ดังนี้
•กำหนดความมุ่งมั่นที่ชัดเจนต่อเนื่องเพื่อให้จัดการงานได้อย่างยืดหยุ่นและมีแนวทางปฏิบัติที่ทำได้จริง ประเทศไทย 56% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 46%; ทั่วโลก: 40%)
•เตรียมความพร้อมให้กับผู้นำในการบริหารจัดการทีมงานจากระยะไกลได้อย่างทัดเทียมและมีประสิทธิภาพ ประเทศไทย 65% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 45%; ทั่วโลก: 43%)
•ให้อำนาจแก่พนักงานในการเลือกรูปแบบการทำงานได้ตามต้องการและมอบเครื่องมือ/ระบบโครงสร้างที่จำเป็น ประเทศไทย 51% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 47%; ทั่วโลก: 44%)
2. PRODUCTIVITY
ปัจจุบัน คนทำงานในประเทศไทย 32% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 32%; ทั่วโลก: 37%) บอกว่างานของตนได้รับการส่งเสริมและไม่จำเจ การที่มีโอกาสเปลี่ยนงานที่ต้องทำซ้ำๆ ให้เป็นระบบอัตโนมัติได้มากขึ้น ทำให้พนักงานในประเทศไทย 73% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น:74%; ทั่วโลก: 69%) มุ่งหวังว่าจะเรียนรู้เทคโนโลยีและทักษะใหม่ เช่นทักษะด้านความเป็นผู้นำ หลักสูตรด้านแมชชีนเลิร์นนิ่ง หรือมุ่งเน้นที่โอกาสในเชิงกลยุทธ์มากขึ้นเพื่อต่อยอดหน้าที่การงาน
3.Empathy
หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ที่มากกว่าเทคโนโลยีคือความเข้าใจและเห็นความสำคัญต่อพนักงาน ในประเทศไทยราว 73% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 52%; ทั่วโลก: 49%) คนมักจะรู้สึกว่าโดนครอบงำด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อน เพื่อให้โปรแกรมการเปลี่ยนแปลงนั้นตรงกับทักษะเฉพาะตัวของแต่ละคน โดย ประเทศไทย 73% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 50%; ทั่วโลก: 41%) ของพนักงานเชื่อว่าผู้นำของตัวเองจะทำแบบนี้

“องค์กรส่วนใหญ่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ตระหนักดีถึงความจำเป็นในการปฏิรูปทางดิจิทัล แต่พวกเขาพบว่าการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยาก และบุคลากรที่อยู่ในองค์กรก็ไม่ได้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเสมอไป ความขัดแย้งระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์นี้ประกอบกันขึ้นมาเพียงจากการแพร่ระบาดของโรค ทำให้สุดท้ายแล้วเราต้องเข้าสู่การทำให้ธุรกิจความสามารถตอบสนองต่อวิกฤติได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นก็ทำให้หลายๆ คนอ่อนแรงไปไม่ใช่น้อย” ฐิตพล บุญประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหม่ประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์
เดลล์ตระหนักดีว่า ถึงจะนำเทคโนโลยีมารองรับรูปแบบการทำงานแห่งอนาคตได้ แต่ความพร้อมและความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีของมนุษย์แต่ละคนมีไม่เท่ากัน จึงได้ประเมินความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลของพนักงานที่เรียกว่า เกณฑ์มาตรฐานของการวัดระดับ Breakthrough(Breakthrough benchmark) และแบ่งกลุ่มได้ดังนี้
Spin 30 % เป็นกลุ่มคนที่มีการพัฒนาความรู้และเป็นผู้บุกเบิกการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว หรือเรียกคนกลุ่มนี้ได้ว่า เอคทีฟเพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
Steady 49% หรือกลุ่มที่มีความสม่ำเสมอหนักแน่น จะปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีตามที่ผู้อื่นเลือกให้
Slow 19% มีภาวะความกังวลและความมั่นใจเรื่องความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเทคโนโลยีสูง
Still 2% กลุ่มที่ไม่มีการพัฒนาและเปิดรับเทคโนโลยีเลย อาจเป็นเพราะไม่สามารถที่จะเข้าถึงองค์ความรู้เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้
ผลการประเมินแบ่งกลุ่มและงานวิจัยในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อการหาหนทางเพื่อให้มนุษย์และเทคโนโลยีสามารถมาบรรจบกันได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานอย่างสูงสุด และเป็นไปตามเป้าหมายสำคัญคือการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า หรือที่เราเรียกว่า “อนาคต”
กล่าวคือ เดลล์ ให้ความสำคัญแก่พนักงานมากขึ้น เพราะเปรียบเสมือนฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า และได้ออกแบบวิจัยเพื่อรับฟังความคิดเห็น ให้สอดรับความต้องการของพนักงาน เพื่อสามารถออกแบบแนวทางการทำงานแห่งอนาคต โดยการนำเอาเทคโนโลยีดาต้ามาใช้วิเคราะห์และออกแบบแนวทางออกมาเป็น 3 ส่วนข้างต้น ในอนาคตเดลล์จะเป็นผู้เชื่อมต่อฐานดาต้าจากธุรกิจต่าง ๆ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ หรือกล่าวสั้นๆ คือ เดลล์จะก้าวขึ้นไปเป็น Multi Data นั้นเอง