ใครมีแล้วขอให้ยกมือขึ้น! ขวดน้ำลาย Attack On Titan ของ “สปริงเคิล” (Sprinkle) ที่มีให้เลือกสะสมทั้งหมด 8 ลายด้วยกัน ทั้งลายไททันสีแดง และลายทีมสำรวจสีเขียวเหนี่ยวใจ จนใครต่อใครที่ถือก็ต้องโดนแซวว่าดื่มน้ำไขสันหลังไททันบ้างล่ะ ดื่มน้ำยี่ห้อนี้แล้วจะกลายร่างเป็นไททันบ้างล่ะ แต่ประโยคเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ยอดขายขวดน้ำคอลเลคชั่นนี้ตกลงไปเลย กลับเป็นการสร้างไวรัลมาร์เก็ตติ้งให้นานยิ่งขึ้นเสียอีก ถูกอกถูกใจสาวกอนิเมะเรื่องนี้กันยกใหญ่
ที่ผ่านมาสปริงเคิลได้ผลิตขวดน้ำหลากหลายคอลเลคชั่นให้เลือกซื้อ ซึ่งแต่ละคอลเลคชั่นที่ปล่อยออกมาก็ Sold Out แทบจะทุกครั้ง จนสร้างภาพจำแบรนด์ที่มี “ความยูนีค” ของแพ็คเกจจิ้ง ด้วยทรงขวดที่แตกต่างจากเจ้าอื่น สีสันลวดลายก็สะดุดตาสะดุดใจ ทุกวันนี้ถ้าเห็นขวดสวย ๆ หลายคนก็จะนึกถึงแบรนด์สปริงเคิลก่อนเลย
แน่นอนว่ากว่าจะมาเป็นแบรนด์น้ำดื่มที่มีแพ็คเกจจิ้งถูกใจใครหลายคน สปริงเคิลไม่ได้เริ่มจากการเป็นผู้ผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด แต่เริ่มจากการเป็นธุรกิจผลิตน้ำถังทั่วไป ภายใต้การดูแลของบริษัท เอ็ม. วอเตอร์ จำกัด และจัดจำหน่ายโดยบริษัทเบทเทอร์ ช้อยส์ จํากัด
อยากรู้มากกว่านี้ใช่ไหม? เดี๋ยว Brand Story จะเล่าให้ฟังเอง!
ต้องเล่าก่อนว่า บริษัท เอ็ม. วอเตอร์ ก็ไม่ได้จำหน่ายน้ำดื่มตั้งแต่แรกเช่นกัน แต่เริ่มจากธุรกิจนำเข้านมผง ก่อนจะเทคโอเวอร์โรงงานผลิตน้ำสปริงเคิลในปี 2528 ที่ถูกเปลี่ยนมือถึง 6 ครั้ง นำมาต่อยอดเป็นบริษัทผลิตน้ำบรรจุถังเจ้าแรก ที่เปลี่ยนแพ็คเกจน้ำถังสีขุ่นแบบเดิม ๆ ให้เป็นแบบใส ซึ่งถือเป็นการวาง Position ของสปริงเคิลให้มีความพรีเมียมต่างจากแบรนด์ท้องถิ่นอื่น ๆ กระทั่งยี่ห้อน้ำดื่มแรกของไทยอย่าง “โพลาริส” (Polaris) ปิดตัวลง ก่อให้เกิดช่องว่างในตลาดน้ำดื่มแบบถัง ทำให้ลูกค้าหันมาบริโภคน้ำถังแบบใสของสปริงเคิลแทน นำมาสู่การเติบโตของยอดขายและก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดน้ำถังในยุคนั้น

ล้มได้ แต่ต้องลุกให้เป็น
จากที่ได้กล่าวว่าสปริงเคิลถือเป็นผู้ผลิตน้ำถังเบอร์ต้น ๆ ในช่วงนั้น มีฐานลูกค้าและยอดจำหน่ายสูงสุดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ใช่ว่าการจากไปของโพลาริสจะทำให้การเติบโตของสปริงเคิลไปได้สวย จนเมื่อ 8-9 ปีก่อน มีการเข้ามาช่วงชิงพื้นที่ว่างในตลาดน้ำถังโดย 3 แบรนด์ยักษ์อย่าง ช้าง สิงห์ และ เนสท์เล่ ส่งผลให้การทำรายได้ของสปริงเคิลไม่มั่นคงมากพอที่จะต่อสู้ในสมรภูมิน้ำดื่มแบบถัง
หากย้อนกลับไปช่วงเวลานั้น เราจะพบว่าสปริงเคิลมีทางเลือกทั้งหมด 3 ทาง คือ รักษาฐานลูกค้าเดิมโดยที่ไม่ทำอะไรเพิ่มเติม หรือทุ่มงบโฆษณาหาลูกค้าเพิ่ม และทางสุดท้ายที่จะเอาตัวรอดในสถานการณ์นี้คือ “รีแบรนด์สปริงเคิล” เสียใหม่ ซึ่งสปริงเคิลเลือกแก้เกมด้วยข้อสุดท้าย พร้อมกับการก้าวลงไปเล่นในสนาม “น้ำดื่มบรรจุขวด” ที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือด ซึ่งนับว่าเป็นเส้นทางใหม่ที่ท้าทายมากสำหรับสปริงเคิล
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราจะเห็นว่าการทำตลาดน้ำขวดมักมีจุดขายเพียงไม่กี่อย่าง ส่วนมากจะเป็นแหล่งน้ำที่มีคุณภาพสูง หรือไม่ก็กลิ่นและรสชาติของน้ำอย่างที่หลายแบรนด์เขาโฆษณากัน ซึ่งสปริงเคิลรู้จุดยืนของตนเองดี ว่าเป็นเพียงแบรนด์มวยรอง หากจะหยิบคำโปรยซ้ำ ๆ มาใช้เป็นจุดเด่นของแบรนด์ ก็จะไม่มีจุดยืนในสนามรบแห่งนี้แน่นอน
ในปี 2557 สปริงเคิลหยิบขวด PET มาเป็นอาวุธในกลยุทธ์สร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ ด้วยการปรับดีไซน์ของขวดน้ำใหม่ ใส่เท็กซ์เจอร์ผลึกน้ำแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของสปริงเคิล สู่สร้างการจดจำแก่ผู้บริโภคได้อย่างล้นหลาม ที่ไม่ว่าเดินไปทางไหน เมื่อเห็นขวดใสลายผลึกน้ำแข็งสวย ๆ คนก็จะจำได้ทันทีว่าเป็นขวดน้ำของสปริงเคิล ซึ่งนับว่าเป็นการนำแพ็คเกจจิ้งมาใช้เป็น Silent Salesman ทำให้ขวด PET ธรรมดา ๆ มีบทบาททางการตลาดได้อย่างประสบความสำเร็จ และสอดคล้องกับยุคที่ผู้บริโภคเลือกสินค้าจากความสวยงามมากขึ้น จนสปริงเคิลคว้ารางวัลหมวด Best of the best ของเวทีดีไซน์ระดับโลก Red Dot Design Award

มากไปกว่านั้น การวางจำหน่ายแพ็คเกจจิ้งขวดเล็กใหม่แบบสับของสปริงเคิล ยังนำมาสู่การสร้างยอดขายน้ำถังที่มั่นคงยิ่งขึ้น ไม่หวั่นแม้แบรนด์ใหญ่ลงมาเล่นในตลาด และได้ฐานลูกค้าใหม่เพิ่มกว่า 50%
ไม่หยุดที่ขวดใส สร้างความเร้าใจด้วยขวดทึบ
ถึงขวดใสลายผลึกเพชรจะดูดีมีระดับมากเพียงใด แต่ก็ไม่อาจสร้างความสะดุดตามากพอเมื่ออยู่บนชั้นวางสินค้า สปริงเคิลจึงรีแพ็คเก็จจิ้งใหม่เป็นขวดทึบ รุ่น Limited Edition ที่มีให้เลือกซื้อถึง 30 สี อย่างเซ็ต Blossom Me สำหรับเทศกาลวาเลนไทน์ปี 2561 หรือจะเป็นเซ็ต Blissful Summer ต้อนรับฤดูร้อน ซึ่งได้รับกระแสตอบรับดีเกินคาด ต้องเพิ่มพื้นที่วางสินค้าอีก 2-5 เท่า จนยอดขายของสปริงเคิลเติบโตกว่า 50%
ขวดสีทึบหลายเฉดอาจจะไม่ว้าวสำหรับบางคน แต่ก็ต้องว้าวกับคอลเลคชั่น Star Wars ที่สร้างความฮือฮากันถ้วนหน้า เปลี่ยนมิติการซื้อน้ำแบบเดิม ๆ ที่ดื่มแล้วก็แค่บิดขวดทิ้ง สู่การตามล่าขวด Limited Edition ทุกชั้นวาง เพื่อสะสมขวดน้ำลายภาพยนตร์เรื่องโปรด จนผู้บริโภคต่างก็ลุ้นว่าสปริงเคิลจะคลอดคอลเลคชั่นไหนออกมาให้ชมอีก
บางคนอาจคิดว่าเวอร์ไปรึเปล่า? ใครมันจะไปดิ้นรนหาขวดน้ำลาย Limited มาเก็บ คำตอบคือ “มี” และมีเยอะมากด้วย!
เห็นได้จากคอลเลคชั่นอนิเมะระดับตำนาน อย่าง “วันพีซ” (One Piece) ในปี 2563 กับตัวละครหลัก 6 ตัว เป็นขวดน้ำใสสกรีนทึบ 6 ลายให้สาวกโจรสลัดได้เลือกสะสม และล่าสุดกับคอลเลคชั่น Sprinkle X Attack On Titan อีก 8 ลายที่ได้กล่าวไว้ตอนแรก ทำเอาหลายคนที่ไม่ได้เข้า 7- Eleven เสียนาน ต้องแวะเข้าไปหยิบขวดน้ำลายเฮย์โจวมาไว้ครอบครอง จนคอลเลคชั่นของทั้ง 2 เรื่องนี้ขายดีเทน้ำเทท่า กลายเป็นขวดเขียว ๆ แดง ๆ ที่ต้องมีทุกบ้านซะงั้น

จึงสามารถกล่าวได้ว่า สปริงเคิลไม่ได้หยุดที่กลยุทธ์สร้างความแตกต่างของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังเฟ้นหาคู่ค้าในวงการศิลปะและภาพยนตร์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและสร้างสรรค์ของสปริงเคิลอย่างไม่มีวันจบ และสร้างไวรัลทางการตลาดได้แทบจะทุกคอลเลคชั่นที่งอกออกมา จนเกิดกระแสบนโซเชียลมีเดียข้ามวันข้ามคืน ซึ่งความฉลาดในการใช้ฟรีมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นคุณสมบัติของแบรนด์มวยรองอย่าง “สปริงเคิล”
ที่สำคัญ คือการเลือกช่องทางการวางจำหน่ายที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย อย่าง 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ เอาใจฐานลูกค้าเดิมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ Gourmet Market, Villa Market, Golden Place, B2S, และ UFM Fuji และสำหรับใครที่ไม่สะดวกไปยังสถานที่ดังกล่าว ก็สามารถสั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์ทางการของสปริงเคิล หรือ Shopee ก็ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของสปริงเคิลไม่ใช่การเลือกพาร์ทเนอร์ที่กำลังเป็นกระแส แต่เป็นการพัฒนาทุกกลยุทธ์ให้ก้าวไปพร้อมกัน เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงให้กับแบรนด์ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดน้ำดื่มได้