ธุรกิจไทยส่วนใหญ่ทำธุรกิจแบบไม่ให้ความสำคัญเรื่องไอเดียและรสนิยม แต่อยากได้กำไรเยอะๆ
ขอตอบว่ายากมากๆ ทั้งในยุคนี้และยุคหน้า เพราะจะถูกกลืนกินในที่สุด
นักธุรกิจไทย ให้ความสำคัญกับ Logic มากกว่าไอเดียที่นิ้วจิกเกร็ง โดยเฉพาะเรื่องของรสนิยมนี่สอบตกมากๆ
ออกแบบไอเดียไร้รสนิยมที่ดี แต่มีความมั่นใจว่า ตัวเองมีรสนิยมดี นี่คือหายนะของการสร้างแบรนด์ไทยในอนาคต
จากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาจะเป็นยาพิษที่ฆ่าธุรกิจไทยที่ไม่ให้ความสำคัญของไอเดียในการสร้างแบรนด์ กำไรจะลดลงและยากในการฟื้นตัว เพราะเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงกำลังมา เพราะเด็กรุ่นใหม่ Logic ไม่เยอะเท่ารุ่น สุนทราภรณ์
ตัดกลับมาสดๆ ที่นิวยอร์ก เรามาดูไอเดียในการทำธุรกิจใจกลางมหานครแห่งไอเดีย ลองดูสิว่า เขามีวิธีทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

เริ่มจาก Mini Cupcake เกิดจากไอเดียของคนทั่วโลกที่รู้สึกผิดถ้าทานขนมชิ้นใหญ่ก้อนโต
โดยเฉพาะ Cupcake ที่มีน้ำตาลอยู่มหาศาล คนที่ซื้อก็ซื้อแค่ชิ้นเดียว ไม่กล้าซื้อเยอะเพราะกลัวอ้วนและน้ำตาลขึ้น และที่สำคัญมีรสชาติให้เลือกน้อย คนรุ่นใหม่ต้องการตัวเลือกเยอะและความต่าง
เขาจึงคิดไอเดียจากปัญหาข้างต้น พัฒนาระดมความคิดจาก Creative (ประเทศไทยไม่ให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ฝ่ายการตลาดคิดไอเดียเอง พายเรือในอ่างครับ เพราะฝ่ายการตลาดบางคนพื้นฐานไม่ปัง
ไอเดียในกรอบ จะฉีกกรอบได้อย่างไร) คิดไอเดียให้ Cupcake เล็กลงเท่ามาการอง และเพิ่มรสชาติให้มากขึ้นเพื่อให้มีตัวเลือกเยอะ ให้คนเลือกแบบไม่จำกัด และไม่รู้สึกผิดว่ากิน Cupcake ชิ้นโต แค่ชิ้นเล็กๆ แค่นี้เองไม่อ้วนหรอก แต่ขอซัดหลายชิ้นนะ ไม่รู้สึกผิดสักนิด แต่ปริมาณน้ำตาลและแป้งอาจจะเท่าชิ้นใหญ่ แต่ได้ Impact สูงกว่ามากๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำตลาดใน Online และยอดขายที่ขายดีมากๆ
การทำตลาดใน Online ที่ใช้วิธีต้อนปลาเข้ากระชัง โดยการให้ผู้ที่มีอิทธิพลในกลุ่มของวัยรุ่น วัยทำงานที่มียอด Follow เยอะๆ มาช่วยโปรโมทให้วันละ 1-2 โพสต์เพื่อเรียกแขก โดยใช้ Copy สั้นๆ ว่า " ไม่อ้วนหรอก" สั้นๆ ไม่ต้องเยอะเหมือนบ้านเราที่ชอบเขียนชอบทำอะไรเยอะๆ เข้าใจยาก ขั้นตอนเพียบ จากนั้นก็ให้แฟนคลับร่วมเล่นเกมด้วยการโพสท่าต่างๆ ที่มีไอเดียในการกิน Mini Cupcake นั้น
ใครได้โหวดสูงสุดได้ทาน Cupcake ฟรี 1 อาทิตย์เต็ม จะกี่รสก็ได้ไม่จำกัด ไม่เหมือนการทำตลาดบ้านเราที่เงื่อนไข มีดอกจันเล็กๆ แฝงอยู่ ไม่สปอร์ตในการทำตลาดแต่อยากได้กำไรเยอะ เดี๋ยวนี้ลูกค้ารู้ทันและก็แชร์ให้ทุกคนรู้ว่า แบรนด์นี้โคตรเขี้ยวเลย อย่าไปยุ่ง

มาดูนามบัตรอีกธุรกิจหนึ่งที่ลงทุนกับไอเดียในการสร้างแบรนด์ให้ระลึกถึงทุกครั้งที่ใช้ ร้านตัดผมที่ไม่ใช่แค่ร้านตัดผม เขาวาง Positioning ของแบรนด์เขาคือมิวเซียมเพิ่มความหล่อให้กับคุณ ช่างตัดผมคือศิลปินในการออกแบบทรงผมให้คุณดูเท่ดูดี ตกแต่งให้เหมือนห้องรับแขกหรูๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานศิลปะบนศีรษะคุณ ที่สำคัญสิ่งที่สะดุดสุด คือหลังจากตัดผมเสร็จ เขามอบนามบัตรให้แต่มันไม่ใช่นามบัตรตาม Logic ที่คนสร้างไว้ให้คือกระดาษ แต่เขาคิดต่างคือนามบัตรที่หวีผมได้ และทุกครั้งที่หวี คุณจะคิดถึงร้านเรา
นามบัตรเขาเป็นหวีอย่างดี ผลิตจากวัสดุเกรดเอ หลากหลายสี พิมพ์ชื่อร้าน และเบอร์เพื่อนัดจองคิวไว้ที่ขอบบนหวี เรียกว่า ตั้งใจให้ลูกค้าสุดสุด เขาจะให้ทุกคนที่มาตัดผมและตอนมอบก็จะบอกว่า ผมยาวแล้วนึกถึงเรานะครับ
โคตรใจเลย แต่ถ้าครีเอทีฟนำเสนอสิ่งนี้ให้กับนักธุรกิจไทย เขาจะโดนฆ่าฝันโดยการบอกว่า นามบัตรก็คือนามบัตร นามบัตรอะไรจะหวีผมได้ เพ้อเจ้อ เป็นไปไม่ได้ นี่ไงครับ นิวยอร์กทำแล้ว และทำออกมาดีด้วย คุณก็ตัดผมหัวละ 80 บาทต่อไป ไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวมีร้านแนวนี้เปิดเยอะๆ ช่างก็จะไปจากคุณ เพราะเขาภูมิใจกว่าที่จะได้เป็นศิลปินในการตกแต่งเส้นผม มากกว่าช่างธรรมดาที่ได้แค่หัวละ 30 บาท หลังจากคุณหักค่าหัวไป เวลาจะบีบไข่คุณเองครับ

ธุรกิจต่อไป เป็นธุรกิจที่วัยรุ่นไทยทำรายได้สูงสุดเดือนละแสนบาท ต่ำสุดไม่น่าต่ำกว่า 3 หมื่น คือจับรองเท้ารุ่นเทพมาขายใน Online ในไทยถ้าไปคุยกับนักธุรกิจว่า รองเท้ากีฬารุ่นนิยมคู่ละ 3 หมื่นกว่าจะเจอคนรุ่นโบราณที่ใช้ Logic ในการตัดสินว่า เป็นไปไม่ได้ที่ NMD คู่ละ 3 หมื่น ไม่จริงๆๆ ผมไม่มีวันเชื่อและก็ดับฝันเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงที่จะขอกู้เปิดร้านในไทยแบบเลือดเย็น ลูกศิษย์ผมเองแหละ มันไปขอกู้เปิดร้านรองเท้าเฉพาะ Limited ขอกู้แค่ 300,000 บาทเอง ไม่ใช่จำนวนเงินที่เยอะ แต่แบงก์ไม่เชื่อว่าจะขายได้คู่ละ2-3 หมื่น เพราะมันใช้ Logic ตัดสินว่า ตามห้างขายแค่คู่ละ 4-5 พันเอง คุณจะขายแพงกว่าห้างได้ไง แต่ห้างไม่มีรุ่นเทพๆ นะครับ มันหัวเราะใหญ่และก็ไม่ให้กู้ในที่สุด
ตัดภาพมาที่ร้าน Fight Club ในนิวยอร์ก อยากให้ลูกศิษย์เอาหนังสือเล่มนี้ไปให้พวกปล่อยกู้อ่านนะครับ ว่ามันมีจริง และคนจากทั่วโลกต้องบินไปซื้อที่นี่ เพราะเป็นร้านรวมรองเท้า Limited จากทั่วโลก ราคาเริ่มต้นตั้งแต่หมื่นกว่าจนถึงหลักแสนต่อคู่
เป็นร้านที่รวมรองเท้าหายากจากทั่วโลกทุกยี่ห้อ ถ้าไม่เจอที่ไหนจะมาเจอที่นี่ แต่ราคาไม่ต้องพูดถึงแพงมากๆ แต่ลูกค้าคนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งความ Cool ที่ไม่โหลและไม่ซ้ำใคร
ที่นิวยอร์ก นิยม New Balance 998 มากๆ ถ้ารุ่นหายากต้องทำจากหนังแท้ๆ ทั้งคู่มี Storytelling มาเต็ม เย็บมือ เป็นหนังลูกวัวชั้นดีของบริษัทที่ผลิตเครื่องหนังจากอิตาลี ราคาออกห้างหมื่นกว่าบาท ตอนนี้ไปที่คู่ละ 3 หมื่นกว่า เพราะผลิตจำนวนจำกัด ไทยก็สั่งมา แต่ได้โควตาไม่กี่คู่ หมดตั้งแต่วันแรกที่นำเข้ามา คนที่ซื้อ ซื้อทีละ 3 - 4 คู่เพื่อไปขายต่อในออนไลน์
นี่คือคำตอบว่า คู่ละหมื่นกว่าบาทถึง 3 หมื่นกว่าบาทใครจะซื้อ มันมีกลุ่มครับที่ซื้อและซื้อแบบไม่ดูราคาด้วย ฉันชอบสิ่งที่ไม่โหล ไม่เหมือนใคร และหายากเท่าไหร่ ฉันก็จะซื้อ เพราะชีวิตไม่ต้องการของโหล ถ้าจะบอกว่า รองเท้ากีฬาคู่ละ 3 หมื่นกว่า ถ้าใช้ Logic ในการซื้อจะไม่มีวันซื้อ แต่ถ้าใช้อารมณ์ให้คนอื่นจิกจะซื้อ เพราะกลุ่มนี้มันโคตรสะใจที่คนอื่นไม่มีเหมือนเรา ได้แต่ทำตาจิกแบบอิจฉา และก็ไปตระเวนหาในออนไลน์เพื่อซื้อให้ได้ และคนขายก็คือคนกลุ่มที่กล้าซื้อคู่ละหมื่นกว่าบาทเพื่อมาขายคุณในราคา 3 หมื่นกว่าไงครับ
โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ในการทำธุรกิจมีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นเร็วมากเช่นกัน ถ้าเรายังใช้กลยุทธ์และชื่นชมภูมิใจความสำเร็จในสมัยรุ่นพ่อ โอกาสที่จะอยู่แถวหน้าแทบจะไม่เห็น ได้เต็มที่แค่ปลายฝุ่นตลบ
ไอเดีย รสนิยม และกล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ จะเกิดเส้นทางใหม่ เส้นทางลัดไปสู่จุดหมาย
ถ้าธุรกิจคุณไม่มีงบมากพอเหมือนคู่แข่งที่มีงบจากต่างประเทศเป็น 100 ล้าน ไปทำตามกลยุทธ์เขา คุณก็จะชกไม่ครบยก หมดแรงก่อนและเจอน็อกในที่สุด
ถ้าไม่มีเงินมากพอต้องมวยคาดเชือกครับ ใช้ไอเดียและไอเดียในความต่างอย่างเดียวในการน็อก
ถึงน็อกคู่แข่งไม่ได้ อย่างน้อยก็ทำให้คู่แข่งทางธุรกิจได้แผล และแย็บทำกำไรบ้างในท่าชกอื่นๆ ดีกว่าไปชกตามโครงสร้างของตลาด คุณจะไม่ได้กำไรเลยแถมจะโดนน็อกอีก
งบเท่าไม้จิ้มฟัน จะไปง้างสู้งบท่อนซุงได้อย่างไร ต้องเอาไม้จิ้มฟันแทงหัวใจสถานเดียว