ภาพรวมการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของกลุ่มบริษัทไทยเบฟในรอบปีที่ผ่านมายังคงเข้มข้นต่อเนื่อง และพร้อมวางทิศทางใหม่ในการขับเคลื่อนสู่ระดับภูมิภาคอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้น “การเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ” ผ่านกลยุทธ์ลดการปล่อยคาร์บอน การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ (Climate Risk) และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับจาก “การสร้างความยั่งยืนภายในประเทศ” ไปสู่ “ความยั่งยืนระดับภูมิภาค” ครอบคลุมธุรกิจในหลายประเทศทั่วอาเซียน
ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทยเบฟ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้เป็นความท้าทายของทุกภาคธุรกิจ แต่ไทยเบฟยังคงมุ่งเดินหน้าอย่างมั่นคง ด้วยการเสริมรากฐานองค์กรและขับเคลื่อนกลยุทธ์ PASSION 2030 ต่อเนื่อง เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์ “กลยุทธ์เหล่านี้จะทำให้ไทยเบฟมีความคล่องตัว แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารของอาเซียน”
ที่ผ่านมาไทยเบฟประกาศเป้าหมายใหญ่ในการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 ครอบคลุมทุกสโคป โดยตั้งเป้าลดคาร์บอนในสโคป 1 และ 2 ลง 42% และสโคป 3 ลง 25% ภายในปี 2030 จากฐานปี 2023 ซึ่งในปีล่าสุด ไทยเบฟสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสโคป 1 และ 2 ได้แล้ว 5.12% ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความก้าวหน้าขององค์กรในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือผลจากการรวมธุรกิจของ F&N เข้ามาอยู่ภายใต้กลุ่มไทยเบฟในปีหน้า ซึ่งจะทำให้ปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์โดยรวมของกลุ่มธุรกิจเพิ่มขึ้นราว 3 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ในอีกสองปีข้างหน้า โดยเฉพาะจากธุรกิจฟาร์มวัวในมาเลเซียของ F&N ที่เริ่มขยายการผลิตตามแผน ซึ่งจะส่งผลให้ภารกิจด้าน Carbon Reduction ของไทยเบฟเพิ่มจาก 1.2 ล้านตัน CO2e เป็น 1.5 ล้านตัน CO2e ในอนาคตอันใกล้

ต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ กล่าวว่า “ความยั่งยืนคือรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจไทยเบฟ เราน้อมนำพระราชปณิธานและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกมิติ”
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ไทยเบฟได้วางแนวทางปรับตัวเชิงรุกผ่าน “ฟาร์มคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Farm) โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการระบบฟาร์มอย่างครอบคลุม ทั้งการทำฟาร์มระบบปิด การใช้เทคโนโลยีดูแลสุขภาพวัวรายตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการพัฒนาอาหารเสริมที่ช่วยลดการเกิดมีเทนในกระบวนการย่อย รวมถึงการใช้พลังงานทดแทนในฟาร์ม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ในระยะถัดไป ไทยเบฟวางแนวทางการขับเคลื่อนความยั่งยืนให้มีความเป็น “องค์รวม” มากขึ้น โดยจะขยายการดำเนินงานจากที่เคยโฟกัสเฉพาะประเทศไทย ไปสู่การทำ Action Plan ครอบคลุมทุกประเทศที่กลุ่มไทยเบฟมีการดำเนินธุรกิจอยู่ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับการบริหารความยั่งยืนให้เป็นหนึ่งเดียวกันในระดับภูมิภาค แต่ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนและการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมตามบริบทของแต่ละประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และพลังงาน จะได้รับการสนับสนุนด้วยแผนที่เหมาะสมยิ่งขึ้นในภาพรวมของกลุ่ม
ตลอด 5 ปีข้างหน้า ไทยเบฟเตรียมงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนโครงการลดคาร์บอนทั้งในและต่างประเทศอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการดำเนินงานในสโคป 3 ที่จะเริ่มขับเคลื่อนอย่างจริงจังหลังจากช่วงสองปีที่ผ่านมาเป็นช่วงของการเตรียมความพร้อมให้พันธมิตรในห่วงโซ่ธุรกิจเข้าใจหลักการวัดและลดคาร์บอนอย่างถูกต้อง ไทยเบฟเตรียมวางโจทย์การลดคาร์บอนให้แต่ละธุรกิจในห่วงโซ่จัดทำแผนภายในองค์กรของตนเอง รวมถึงกำหนดเงื่อนไขร่วมทางธุรกิจสำหรับคู่ค้าที่ไม่สามารถปรับตัวได้ เพื่อมุ่งสู่การสร้างห่วงโซ่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Supply Chain) อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ไทยเบฟยังยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ (Climate Risk Management) ให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลัก โดยเน้นการจัดทำ Action Plan ที่ครอบคลุมการติดตามและประเมินความเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะเรื่อง “น้ำ” ซึ่งถือเป็นทรัพยากรหลักในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและมีผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจโดยตรง ปัจจุบัน ไทยเบฟเริ่มดำเนินการประเมินความเสี่ยงเรื่องน้ำในพื้นที่ดำเนินธุรกิจทุกประเทศอย่างเป็นระบบ โดยใช้เครื่องมือ Aqueduct ของสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) เพื่อตรวจสอบระดับความเครียดของน้ำในพื้นที่โรงงานแต่ละแห่ง
จากรายงานความยั่งยืนปีล่าสุด พบว่า โรงงานของไทยเบฟกว่า 44% หรือ 30 แห่ง จากทั้งหมด 69 แห่ง (รวมโรงงาน F&N) ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับความเครียดของน้ำสูงและสูงมาก บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งในแง่การใช้น้ำ การฟื้นฟูแหล่งน้ำ และการคืนสู่ชุมชน โดยตั้งเป้าฟื้นฟูแหล่งน้ำคืนสู่ธรรมชาติและชุมชนให้ได้ 100% ภายในปี 2040 จากปัจจุบันที่ทำได้ราว 5% ซึ่งเท่ากับต้องเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูมากกว่า 20 เท่าภายใน 15 ปีข้างหน้า

พร้อมกันนี้ไทยเบฟยังคงเดินหน้าโครงการต่าง ๆ ที่สะท้อนความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง อาทิ การนำขวดแก้วกลับมาใช้ใหม่และรีไซเคิลได้ถึง 97% ของปริมาณขวดที่จำหน่ายในประเทศ การลดขยะอาหารและของเสียอื่น ๆ กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่กว่า 50% การเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ได้รับเครื่องหมาย “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice) ในไทยถึง 74% การใช้พลังงานหมุนเวียนในองค์กรแล้ว 42.6% จากเป้าหมาย 50% ภายในปี 2030 รวมถึงการลดการใช้น้ำต่อหน่วยผลิตลงได้ 5.33% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ด้านการจัดการพลังงานสะอาด ไทยเบฟติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งบนหลังคาและแบบลอยน้ำในโรงงาน 41 แห่ง รวมถึงพื้นที่สำนักงานอีก 8 แห่งทั่วประเทศ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุด 61.86 เมกะวัตต์ (MWp) เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ด้านบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ไทยเบฟเดินหน้าโครงการร่วมกับแบรนด์ในเครือ เช่น “โออิชิ” และ “คริสตัล” ที่พัฒนาฝาขวดแบบยึดติดเพื่อลดขยะพลาสติก และ “เอส” ที่เปิดตัวขวดผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล (rPET) 100% พร้อมขยายโครงการเก็บคืนบรรจุภัณฑ์จาก 9 เกาะในภาคตะวันออกและใต้เป็น 30 เกาะในปีหน้า
ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของไทยเบฟที่ก้าวสู่การเป็น “ผู้นำด้านความยั่งยืนในระดับภูมิภาค” ที่ไม่เพียงขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง หากแต่ยังสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือ “การเติบโตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน”
