ภาพเครื่องทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย (Exercise Stress test; EST) - การตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง (Echocardiogram; ECHO) เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ เช่น การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น
- การตรวจหาคราบหินปูนที่หลอดเลือดแดงของหัวใจ (Coronary Artery Calcium Scan; CAC) สามารถทำได้โดยไม่ต้องฉีดสี (Non-contrast) เพื่อใช้บ่งชี้ความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โดยแปลผลออกมาเป็นตัวเลข ซึ่งตัวเลขที่มากขึ้นนั้น หมายถึงความเสี่ยงที่หลอดเลือดหัวใจจะตีบหรือตันมากขึ้น
- การตรวจอัลตราซาวน์เพื่อตรวจดูหลอดเลือดแดงคาโรติด (Ultrasound Carotid Artery) บริเวณคอทั้งสองข้าง เพื่อดูการไหลเวียนของเลือด และคราบหินปูน (Calcified plaque) ทำให้เห็นว่าหลอดเลือดมีการตีบตันหรือไม่
ภาพการตรวจหาคราบหินปูนที่หลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery calcium scan; CAC) ด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) โดยไม่ต้องฉีดสีการตรวจความหนาแน่นของมวลไขมัน มวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูกการตรวจวัดองค์ประกอบร่างกาย (Body Composition Analysis) เพื่อวิเคราะห์ความหนาแน่นของมวลกระดูก มวลไขมัน และมวลกล้ามเนื้อ ด้วยเครื่อง DEXA scan ทำให้ทราบข้อมูลของร่างกายมากกว่าการใช้น้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียว เนื่องจากคนที่มีน้ำหนักตัวเท่ากัน สามารถมีองค์ประกอบร่างกายที่แตกต่างกันได้ การตรวจวัดองค์ประกอบร่างกาย จึงเพิ่มความแม่นยำในการบ่งชี้ภาวะโรคอ้วน โดยในผู้ชายวัยกลางคน ไม่ควรมีเปอร์เซ็นต์ไขมันเกิน 28% และในผู้หญิง ไม่ควรเกิน 32 % รวมไปถึงการตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก เพื่อดูความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) รวมถึงเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมอยู่เสมอ ป้องกันการพลัดตกหกล้มที่อาจเกิดขึ้นได้
ภาพเครื่องตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกาย (Dual Energy X-ray Absorptiometry; DEXA ) ภาพตัวอย่างผลการตรวจมวลกระดูก ไขมันและกล้ามเนื้อ โดยเครื่อง Dexaสำหรับผู้ที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันเกินเกณฑ์ที่กำหนด สามารถวางแผนร่วมกับแพทย์และทีมงาน Lifestyle Medicine ในการดูแลรักษา ลดมวลไขมันได้อย่างเหมาะสมกับสุขภาพร่างกายของแต่ละบุคคลต่อไป
การตรวจระดับฮอร์โมนต่างๆฮอร์โมนคือ สิ่งที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการสื่อสารไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ในร่างกายมนุษย์มีฮอร์โมนมากกว่า 50 ชนิด ช่วยในการควบคุมกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย
ฮอร์โมนเพศ เช่น เทสโทสเตอโรน (testosterone), เอสโตรเจน (Estrogen), โปรเจสเตอโรน (Progesterone) อาจเสียสมดุลตามอายุที่เพิ่มขึ้นและก้าวเข้าสู่วัยทอง การขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศ ส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ หงุดหงิด อ่อนเพลีย ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน นอนหลับไม่สนิท
ฮอร์โมนการเผาผลาญ มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวและปัญหาโรคอ้วน ไม่ว่าจะเป็นคอร์ติซอล (Cortisol) ที่สามารถกระตุ้นความหิว, เลปติน (Leptin) ที่เป็นฮอร์โมนอิ่ม ควบคุมความอยากอาหาร, โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมสภาพเซลล์ของร่างกาย มีส่วนช่วยในการชะลอวัย, ไทรอยด์ฮอร์โมน (Thyroid Hormone) ช่วยควบคุมการเผาผลาญพลังงานและระดับอุณหภูมิของร่างกาย
ฮอร์โมนการนอนหลับ เป็นตัวควบคุมคุณภาพการนอนหลับและนาฬิกาชีวภาพ (Circadian rhythm) เพื่อให้ร่างกายได้มีโอกาสฟื้นฟูและซ่อมแซมในช่วงนอนหลับ เช่น เมลาโทนิน (Melatonin), คอร์ติซอล (Cortisol), และโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) เป็นต้น
ฮอร์โมนความเครียด บ่งบอกสภาวะความเครียดของจิตใจเราได้ ผลิตจากต่อมหมวกไต (Adrenal Gland) มีฮอร์โมนที่สำคัญอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ คอร์ติซอล (Cortisol) หากพบในระดับที่สูงเกินไป แสดงว่ามีภาวะเครียด และอีกตัวหนึ่งคือ ฮอร์โมนที่มีชื่อว่า DHEA (Dehydroepiandrosterone) เป็นฮอร์โมนต้านความเครียด คนที่มีฮอร์โมนคอร์ติซอลสูง และฮอร์โมน DHEA ต่ำ จะมีความเสี่ยงให้เกิดสารอนุมูลอิสระ(Free radical) มากขึ้น ก่อให้เกิดการอักเสบภายในร่างกายมากขึ้น
การตรวจระดับฮอร์โมนต่างๆ จะทำให้ทราบว่า ฮอร์โมนใดขาดสมดุล เพื่อจะนำไปสู่การฟื้นฟู ด้วยการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิต การเสริมยาและวิตามินต่างๆ ไปจนถึงการวางแผนดูแลสุขภาพให้แข็งแรงในอนาคต
การตรวจสายตาและการได้ยินในปัจจุบันผู้คนใช้เวลาอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง จนอาจลืมไปว่าแสงสีฟ้าจากหน้าจอส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น คุณภาพการนอนหลับที่ลดลง เพราะแสงสีฟ้ารบกวนการหลั่งเมลาโทนินและนาฬิกาชีวภาพ (circadian rhythm) การนอนหลับที่ไม่สนิทอาจนำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน และยังส่งผลเสียต่อจอประสาทตาโดยตรง
เพราะเรามีตาและหูเพียงคู่เดียวในชีวิต การตรวจสุขภาพตาและหูเป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก
การตรวจสุขภาพสายตาเบื้องต้น เพื่อตรวจสอบปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตา เช่น ภาวะเบาหวานขึ้นตา หรือผลจากความดันโลหิตสูง, การเกิดต้อต่างๆ เช่น ต้อหิน (Glaucoma), ต้อกระจก (Cataract), ต้อลม (Pinguecula), ต้อเนื้อ (Pterygium) เป็นต้น และ
การตรวจระดับการได้ยิน เป็นการตรวจการทำงานของหูและระบบโสตประสาทเพื่อหาระดับการได้ยิน การทดสอบความสามารถในการมองเห็นและการได้ยิน ช่วยให้มีข้อมูลเบื้องต้นในกรณีที่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาและหูที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
การตรวจสุขภาพผิวพรรณการตรวจวิเคราะห์สภาพผิว (Skin Analysis) ด้วยเครื่อง Complexion analysis photography system เป็นการระบุประเภทของผิวที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล ทำให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาผิว ข้อดี และ ข้อบกพร่อง โดยกล้องมีความละเอียดสูง ทำให้สามารถตรวจวิเคราะห์ผิวชั้นบนและผิวชั้นที่ลึกลงไป โดยจะสามารถเห็นปริมาณรอยดำ รอยแดง ฝ้า กระ การอักเสบของผิว ความกว้างของรูขุมขน ริ้วรอย สารที่ทำให้เกิดสิวบนใบหน้า UV Spots ความไม่สม่ำเสมอของสีผิว และยังสามารถบอกอายุผิวที่แท้จริงของแต่ละบุคคลได้อีกด้วย เพื่อให้แพทย์สามารถให้คำแนะนำและการรักษาที่ตรงจุด รวมถึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิวมากที่สุดอีกด้วย
การตรวจรหัสพันธุกรรม (Genetic Testing)ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ต่างๆ หลายล้านเซลล์ โดยในแต่ละเซลล์จะมีสายพันธุกรรมซึ่งเป็นตัวกำหนดลักษณะความแตกต่างเฉพาะบุคคล การตรวจพันธุกรรมช่วยให้ค้นหาความผิดปกติของยีนลึกลงไปถึงดีเอ็นเอ (DNA) ช่วยประเมินความเสี่ยงสุขภาพในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน รวมถึงยีนยังเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมสุขภาพที่ส่งผลต่อการมีอายุที่ยืนยาว ช่วยให้เราสามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้ตรงจุดและเหมาะสมกับบุคคลมากยิ่งขึ้น (Personalized Medicine)
การตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน ทำให้ค้นพบสาเหตุและความผิดปกติของร่างกายได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการแสดง ช่วย ให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียด เพื่อนำไปสู่การวางแผนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างมีคุณภาพ ตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle medicine) โดยมีแพทย์และทีมสหวิชาชีพเข้ามาร่วมดูแลอย่างใกล้ชิด (Health and wellness coaches; HWCs) อาทิ นักกำหนดอาหาร นักกายภาพบำบัด เทรนเนอร์การออกกำลังกาย ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เป็นต้น เป็นการออกแบบการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalised care) แตกต่างจากการรักษาทั่วไป
ในบทความวิชาการของคุณหมอ Perlman และคณะ จาก Mayo Clinic ได้กล่าวถึงความหมายของ Health and wellness coaching (HWCs) ไว้ว่า เป็นการดูแลโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ช่วยให้ผู้ป่วยกำหนดเป้าหมายของตัวเอง ร่วมกับกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน และติดตามการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม ทั้งหมดนี้อาศัยความสัมพันธ์อันดี ระหว่างผู้ป่วยกับทีมสหวิชาชีพ โดยทีมสหวิชาชีพเป็นทีมวิชาชีพทางด้านสาธารณสุขที่ได้รับการอบรมเกี่ยวกับทฤษฎีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การสร้างแรงจูงใจ และเทคนิคการสื่อสาร เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพอย่างยั่งยืน เรียกได้ว่า เป็น Personalised Care
แตกต่างจากการพบแพทย์แบบทั่วไป การดูแลในรูปแบบ Health and wellness coaching อาจใช้เวลาเฉลี่ย 45-60 นาทีต่อสัปดาห์ เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับผู้ป่วยมากที่สุด
บทความวิชาการในวารสาร American Journal of Lifestyle Medicine ที่รวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับ Health and wellness coaching ได้สรุปผลการวิจัยว่า วิธีการ Health and wellness coaching มีส่วนช่วยลดน้ำหนัก ลดค่าความดันโลหิต ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานได้
ดังนั้นคุณหมอแอมป์ จึงมีเคล็ดลับง่ายๆในการเริ่มต้นดูแลสุขภาพ ดังนี้
การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย
การออกกำลังกาย เสริมสร้างสมรรถภาพทางกายและการใช้ชีวิต
การนอนหลับที่มีคุณภาพ ลดกิจกรรมที่ทำให้นอนหลับไม่สนิท เข้าใจธรรมชาติการนอนหลับของร่างกาย
การจัดการกับความเครียด สร้างสภาวะทางอารมณ์ที่ดี มองโลกในเชิงบวก
การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมอันตรายต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เพราะการมีสุขภาพที่ดี มีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ ต้องอาศัยการดูแลสุขภาพอย่างครอบคลุมทุกมิติและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อสุขภาพกาย สุขภาพใจที่แข็งแรง
คุณหมอแอมป์ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า “เพราะสุขภาพดี คือ สมบัติที่สำคัญที่สุด” นั่นเองBDMS Wellness Clinic มุ่งมั่นพัฒนาและวิจัยเรื่องสุขภาพ เพื่อมอบเป็นของขวัญสุขภาพแก่คนไทยทุกคน เพราะสุขภาพที่ดี คือของขวัญที่ดีที่สุด Live longer, Healthier and Happier
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ไลน์ : @bdmswellnessclinic or https://lin.ee/rdIDv1A เว็บไซต์ :
www.bdmswellness.com