ตามรายงานของ World Population Prospects 2022 จากองค์การสหประชาชาติเผยว่า จำนวนประชากรโลกจะถึง 8 พันล้านคน ภายใน 15 พฤศจิกายน 2022 และภายในปีหน้านี้อินเดียจะขึ้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก
รายงานหลายฉบับชี้ถึงการเติบโตของรายได้และความไม่เท่าเทียมกันของความมั่งคั่งในอินเดีย บวกกับมุมมองจากนักวิชาการหลายๆ คนมองว่า อินเดียยังไม่สามารถรับมือกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากโครงสร้างของประเทศ ณ ตอนนี้ที่มีความเหลื่อมล้ำมาก และทรัพยากรที่ไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น
ความเหลื่อมล้ำทางสังคมในอินเดีย ส่งผลให้คนอินเดียอยากออกไปเติบโตในต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีพื้นที่ในการแสดงศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่ เท่าที่สังเกตได้ก็จะมีเพียงคนรวยเท่านั้นที่สามารถอยู่ในตำแหน่งสูงๆ ได้
ดังนั้น ตัวเลือกในการออกเดินทางไปกินน้ำบ่อหน้ายังต่างแดน จึงเป็นคำตอบของคนอินเดียจำนวนไม่น้อยที่มองเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกชีวิต และสร้างความก้าวหน้าทางอาชีพการงานได้
อย่างที่ทราบกันดีว่า ในอดีตอินเดียเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ทำให้สิ่งที่ตกทอดมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน คือภาษา คนอินเดียเป็นกลุ่มคนที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมาก และแน่นอนว่าการใช้ภาษาสากลได้อย่างเชี่ยวชาญจะเป็นอีกหนึ่งใบเบิกทางให้คุณสู่เวทีสากลได้ ซึ่งชาวอินเดียถือว่ามีสิทธิพิเศษนั้นอยู่ในมือ
นอกจากภาษา ยังมีเรื่องของระบบการศึกษาที่อินเดียให้ความสำคัญกับการศึกษาแบบ STEM ประกอบด้วย Science, Technology, Engineering และ Mathematics ซึ่งถือเป็นรูปแบบการศึกษาที่สำคัญในอนาคตอย่างยิ่ง มีรายงานว่า ชาวอินเดียที่โยกย้ายไปสหรัฐอเมริกาจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีมากกว่า 77.5% ในขณะที่คนอเมริกันจบปริญญาตรีเพียง 31.6% ซึ่งสาขาวิชาที่คนอินเดียสนใจและศึกษากันส่วนใหญ่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ อาจเป็นเพราะระบบการ ศึกษาที่ให้ความสำคัญการเรียนรู้แบบ STEM ที่ปลูกฝังไว้ให้กับคนอินเดียตั้งแต่การเข้าเรียนแรกๆ
สังเกตได้ว่าลักษณะของคนอินเดีย คือมนุษยสัมพันธ์ดี กล้าพูด ทำให้เก่งในเรื่องของการพรีเซนต์ และยังมีการปรับตัวที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย ลักษณะเหล่านี้ทำให้คนอินเดียสามารถปรับตัวเข้ากับการปฏิบัติและการทำงานขององค์กรนานาประเทศได้ เพราะสามารถเข้าใจทั้งวัฒนธรรมอินเดีย และฝั่งตะวันตกได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับทวีปยุโรป และสหรัฐอเมริกา และเป็นประเทศที่มีพลเมืองเยอะแทบจะที่สุดในโลกแล้ว ส่งผลให้อินเดียเป็นอีกหนึ่งตลาดฝั่งเอเชียที่หลายบริษัททั่วโลกต้องการเข้ามาทำการค้า ร่วมลงทุนต่างๆ ด้วย
ดังนั้น การที่บริษัทมีผู้บริหารสัญชาติอินเดีย ที่มีความเข้าใจในวิถีและวัฒนธรรมก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าจับตามองสำหรับบริษัทที่อาจเป็น Soft Power ตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จได้
ล่าสุดนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร ริชี ซูแน็ก ก็มีเชื้อสายอินเดีย โดยได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส. พรรคคอนเซอร์เวทีฟให้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค จนทำให้ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร ที่เป็นนายกรัฐมนตรีเชื้อสายเอเชียคนแรกของสหราชอาณาจักรด้วย
ในองค์กรระดับโลกต่างๆ มีผู้นำเชื้อสายอินเดียที่พาองค์กรประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ดังนี้

ซุนดาร์ พิชัย หรือ Sundar Pichai (อายุ 50 ปี)
CEO คนปัจจุบันของ Alphabet ที่มี Google และ YouTube อยู่ในเครือ เขาคือผู้รับไม้ต่อในฐานะ CEO ของบริษัท Search Engine ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Google ต่อจากผู้ก่อตั้งและซีอีโอ แลร์รี เพจ (Larry Page) ทำให้เขากลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการ IT ในยุค 2020s ไปโดยปริยาย ซึ่งเขาใช้เวลา 11 ปีนับจากวันแรกที่ก้าวเท้าเข้า Google สู่เก้าอี้ CEO นิตยสาร Time ได้ยกให้เขาเป็นหนึ่งใน 100 Most Influential People ในปี 2020
สัตยา นาเดลลา หรือ Satya Nadella (อายุ 55 ปี)
เข้ารับตำแหน่งซีอีโอคนที่ 3 ของไมโครซอฟท์ เริ่มต้นอาชีพการงานที่ Sun Microsystems อีกหนึ่งบริษัท ICT ยักษ์ใหญ่ของโลก ก่อนย้ายมาอยู่กับ Microsoft ในปี ค.ศ. 1992
แลกซ์แมน นรศิมหาน หรือ Laxman Narasimhan (อายุ 55 ปี)
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของ Starbucks ซึ่งจะเริ่มเข้ามาศึกษางานตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2022 และทำงานจริงในเดือน เม.ย. 2023 โดยปัจจุบันบริษัทมี Howard Schultz เป็นรักษาการตำแหน่งดังกล่าว และจะช่วยสอนงานให้ว่าที่ประธานคนใหม่
โดยก่อนหน้านี้แลกซ์แมน นรศิมหาน เป็น CEO ของ Reckitt Benckiser Group เจ้าของแบรนด์ Dettol และ Durex อีกทั้งยังเคยร่วมงานกับ PepsiCo และ McKinsey
ลีน่า แนร์ หรือ Leena Nair (อายุ 53 ปี)
การวางใจให้ชาวอินเดียเป็น CEO ไม่ได้อยู่แค่ในบรรดาผู้บริหารผู้ชายเท่านั้น โดย Chanel แบรนด์แฟชั่นหรูสัญชาติฝรั่งเศสมี Leena Nair เป็น CEO ชาวอินเดียผู้หญิงคนแรกที่คุมเก้าอี้ CEO ของ Chanel สำหรับ Leena Nair ได้ผ่านการร่วมงานกับ Unilever มาก่อนหน้านี้เกือบ 30 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ทันทีที่ไปร่วมงานกับ Chanel เมื่อ 1 มกราคม 2021 เธอได้กลายเป็น CEO ชาวอินเดียและชาวเอเชียคนแรกในตำแหน่งดังกล่าว
อัมราปาลี กาน หรือ Amrapali Gan (อายุ 37 ปี)
หญิงเก่งรุ่นใหม่ชาวอินเดีย Amrapali Gan เป็น CEO ของแพลตฟอร์มวิดีโอในอังกฤษที่ดังมาจากคอนเทนต์แนว 18+ อย่าง OnlyFans โดยเธอได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Onlyfans ตั้งแต่ปี 2020 เคยดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายการตลาดและการสื่อสาร ก่อนจะก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้ CEO ผู้สร้างความสำเร็จให้กับ Onlyfans ไม่น้อย
ศานทานู นารายณ์ หรือ Shantanu Narayen (อายุ 59 ปี)
ผู้บริหารธุรกิจชาวอินเดียที่ภายหลังได้ย้ายมาอยู่สหรัฐอเมริกา เขาเป็น CEO ของ Adobe ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2007 ก่อนหน้านี้เขาเป็นประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของบริษัทมาตั้งแต่ปี 2005 เขาได้เริ่มทำงานในบริษัทสตาร์ทอัพเกี่ยว กับการออกแบบระบบควบคุมสำหรับยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่ง ชื่อ Measurex Automation Systems และได้มีโอกาสไปร่วมงานกับบริษัทระดับโลกอย่าง Apple แล้วจึงมาอยู่ Adobe ในที่สุด
อชัยปาล ซิงห์ บังกา หรือ Ajaypal Singh Banga (อายุ 63 ปี)
ผู้บริหารชาวอินเดียที่สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนรัฐบาลไฮเดอราบัดในเมืองเบกัมเพท และสำเร็จการ ศึกษาระดับปริญญาตรีศิลปศาสตร์ (เกียรตินิยม) ในสาขาเศรษฐศาสตร์จากวิทยาลัยเซนต์สตีเฟน มหาวิทยาลัยเดลี ตามด้วย PGP ด้านการจัดการจาก IIM อาเมดาบัด เคยร่วมงานกับเนสท์เล่ในปี 1981 และล่าสุดขึ้นเป็น CEO ของ Mastercard ตั้งแต่ปี 2010 จนปี 2020 เขาตัดสินใจรีไทร์จากการเป็น CEO
ซอนย่า สิงกัล หรือ Sonia Syngal (อายุ 50 ปี)
เกิดในอินเดียก่อนที่จะย้ายไปพร้อมกับครอบครัวเพื่อไปอยู่แคนาดา และมาอยู่สหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา ในสายงานเธอผ่านการดำรงตำแหน่งในบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 หลายแห่ง ทั้ง Sun Microsystems และ Ford Motor Co. ก่อนจะมาร่วมงานกับ Gap Inc. ในปี 2004 และก่อนหน้านั้นเธอดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ จนขึ้นเป็น CEO ของ Gap Inc. และ Old Navy ในปัจจุบัน
โรชนี นาดาร์ หรือ Roshni Nadar (อายุ 40 ปี)
ผู้บริหารจากอินเดียที่ติดหนึ่งในนักธุรกิจหญิงแกร่งแห่งเอเชีย ได้ติดโพล Power Businesswomen ของ Forbes Asia ไปเมื่อปี 2020 เธอขึ้นรับตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท HCL Technologies ต่อจากพ่อของเธอ Shiv Nadar ในฐานะลูกสาวคนเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้เธอผ่านสมรภูมิมาพอตัวหลังจากได้ทำงานบริหารกับ Noida บริษัทของอินเดียมาเป็นเวลา 12 ปี โดยที่ 2 ปีสุดท้ายนั้นเธอดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ
อัญชลี ซัด หรือ Anjali Sud (อายุ 39 ปี)
เธอทำงานในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปและหัวหน้าฝ่ายการตลาดที่ Vimeo ก่อนที่เธอจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็น CEO ในปี 2017 เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการเงินและการจัดการ จาก Wharton School of the University of Pennsylvania และศึกษา MBA ที่ Harvard Business School เกิดในมิชิแกนกับพ่อแม่ผู้อพยพชาวอินเดีย นอกจากนี้ เธอยังเคยร่วมงานในบริษัทต่าง ๆ เช่น Amazon, Time Warner และ Sagent Advisors และเธอได้รับตำแหน่ง Young Global Leader ของ World Economic Forum
การขึ้นเป็นผู้บริหารของคนอินเดียที่มากขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ความสามารถ และทักษะการบริหาร จนเป็นที่ต้องการของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกต่างๆ แต่อีกแง่หนึ่งที่พบว่าอาจจะเกิดขึ้น คือภาวะสมองไหล เมื่อคนในประเทศหลังๆ มาพร้อมใจกันโยกย้ายไปทำงานในต่างประเทศมากขึ้น จากการเข้ามาของเทคโนโลยีผู้คนเลยย้ายไปทำมาหากินในประเทศที่มีการพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีที่มากพอ ถ้ามองดูแล้วนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายแทนอินเดียมากๆ ที่ยังไม่มีระบบและแวดล้อมต่างๆ เอื้อให้กับคนที่มีความพร้อมในเรื่องของเทคโนโลยี จนต้องยอมจำนนปล่อยให้ประชากรที่มีคุณภาพไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พร้อมกว่า ทั้งๆ ที่กำลังจะขึ้นแซงจีน กลายเป็นประเทศที่มีประชากรมากสุดในโลกเร็ววันนี้แล้ว