“นมตรามะลิ ขาว ข้น หวาน มัน" เชื่อว่าสโลแกนนี้ไม่เพียงแต่ติดหู แต่ยังเข้าไปอยู่ในใจคนไทยในฐานะแบรนด์นมข้นหวานอันดับ 1 ซึ่งจุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อน หลังพลเอกสุรจิตร จารุเศ์รนี ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทได้แรงบันดาลใจจากครั้งไปศึกษาโรงเรียนการทหารที่ประเทศเบลเยียม และได้เห็นวัฒนธรรมการบริโภคนมของคนยุโรป ทำให้ร่างกายแข็งแรงใหญ่โต จึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะกลับมาพัฒนาด้านโคนมและผลิตภัณฑ์นมของไทย อีกทั้งอยากให้คนไทยได้มีการบริโภคนมข้นในราคาที่จับต้องได้จึงได้ร่วมกับ คุณซอ สิวายุ และ คุณปรีดา กรรณสูต คิดสร้างโรงงานผลิตนมข้นหวานเจ้าเเรกในไทยขึ้น โดยความร่วมมือกับ The Australian Dairy Produce Board (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Australian Dairy Corporation) ผู้เชี่ยวชาญในการผลิตนมระดับโลกมาควบคุมการผลิตทั้งหมด
การวางมาตรฐานการผลิตที่ได้คุณภาพไว้ตั้งแต่แรก ทำให้นมข้นหวานตรามะลิได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ประกอบกับการ Educate ตลาดเกี่ยวกับ Brand Story ว่ามีความหมายและมีประโยชน์ต่อลูกค้าอย่างไร (Value Proposition) นับเป็นการสร้างจุดขายและความแตกต่างให้กับแบรนด์ พร้อมกันนั้นนมตรามะลิก็ไม่ลืมที่จะทำวิจัยทางการตลาดเพื่อเช็กว่า Brand Story และ Product Concept ที่ทำอยู่นั้นตอบโจทย์หรือตรงกับความต้องการของผู้บริโภคหรือไม่
ปัจจุบัน นมตรามะลิถูกตกทอดมาถึงรุ่นที่ 3 โดยคุณพิมพ์ จารุเศรนี กรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด กล่าวถึงวิถีการทำงานที่นมตรามะลิให้ความสำคัญมาตลอด 60 ปี คือ Consumer Insight โดยทำความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งมาทำงานควบคู่กับฝ่าย R&D เพื่อจะนำความต้องการนั้นมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุด โดยมุ่งเน้นคัดสรรวัตถุดิบที่ดีมาตรฐานสูง พร้อมกับมีทีมงานการตลาด และทีมเซลส์ที่ทำงานไปด้วยกันทั้งระบบโดยมองที่จุดมุ่งหมายเดียวกันเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคพร้อมการปรับตัวตลอดเวลา จึงทำให้แบรนด์เป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

“ความสำเร็จในวันนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากผู้บริหารรุ่นก่อนไม่ได้ปูทางไว้ให้ ซึ่งการสร้างรากฐานในทุกๆ ส่วนงานไว้อย่างดีที่สุด เน้นความละเอียดรอบคอบ มีการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ มาใช้ในบริษัทและโรงงาน ทำให้ผู้บริหารรุ่นใหม่พร้อมใช้งาน และต่อยอดบริษัทให้ทันสมัยและดียิ่งๆ ขึ้นไปจากรากฐานเดิมที่รุ่นก่อนสร้างมา ซึ่งดิฉันจะเน้นเรื่องของการปรับตัวและการตัดสินใจต่างๆ ให้เข้ากับยุคสมัย และทันต่อสถานการณ์ เพราะการทำตลาดแต่ละยุค ความท้าทายก็ไม่เหมือนกันทั้งผู้บริโภคและคู่ค้าเปลี่ยนไปตามโลกที่หมุนไว ยิ่งในยุคนี้ผู้บริโภคชอบซื้อ ชอบเห็นอะไรที่สะท้อนตัวตน เปลี่ยนไว เพราะอยู่ในโลกแห่งดิจิทัล เราก็ต้องรู้ว่ากลุ่มไหนเสพสื่ออะไร ที่ไหน ตรงไหนเป็น Touchpoint เราเองก็ปรับตัวให้เข้ากับผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น”
จุดนี้เองทำให้มะลิเป็นผู้นำนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเป็นแบรนด์แรกที่ออกผลิตภัณฑ์ กาแฟ ชาไทย ชาเขียวพร้อมดื่มในรูปแบบกล่อง UHT, ออกนมข้นหวานในกล่อง UHT จนมาถึงแบบหลอดบีบ, แบบ Standing Pouch ฝาเกลียว ล่าสุด Collaboration กับโอวัลติน แบรนด์ระดับโลก ผลิตนมข้นหวานผสมเครื่องดื่มมอลต์สกัดรสช็อกโกแลต ออกมาเป็นรายแรกของไทย
ก้าวต่อไปของนมตรามะลินับจากนี้ คุณพิมพ์ วางแผนให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอมุมมองใหม่ๆ เพื่อให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการ และสอดคล้องไปกับกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยยังให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพและรสชาติของผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นดีเอ็นเอของแบรนด์ไว้

“นอกจากเรื่องการวางแผนเรื่องคนแล้ว เรื่องการวางแผนการออกผลิตภัณฑ์ใน Segment ใหม่ๆ ก็จำเป็นมากต่อการขับเคลื่อนบริษัท เราสนใจเรื่องกลุ่มสินค้าอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานมากยิ่งขึ้น (Ready to Eat) เพราะความต้องการของกลุ่มลูกค้าในปัจจุบันต้องการอะไรที่รวดเร็วทันใจ สินค้าต้องมีบทบาทในการสนับสนุนการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ทำให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น ประหยัดเวลา สะดวกอร่อยเหมือนทานร้านอาหารในราคาที่จับต้องได้ ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ Plant Based รองรับเมกะเทรนด์ของอุตสาหกรรมอาหารโลกและไทย นอกจากนี้การพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ การดีไซน์บรรจุภัณฑ์จะเป็นอีกหนึ่งหลักไมล์ที่เราให้ความสำคัญ เพราะแพ็กเกจจิ้งใหม่ๆ ไม่เพียงแต่ทำให้แบรนด์ทันสมัย และน่าหยิบใช้เท่านั้น แต่ต้องสะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นตัวตนของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เรามุ่งมั่นที่จะขยายการส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกให้มากยิ่งขึ้น เพราะมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากล ในราคาที่คุ้มค่าต่อผู้บริโภค”
การต่อยอดของผู้บริหารรุ่นที่ 3 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขายผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังต่อยอดไปสู่สังคม นอกจากการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับชุมชน ทั้งที่สมุทรปราการและบางปะอินรวมกว่า 1,000 ครอบครัว นมตรามะลิยังมีโครงการต่างๆ เพื่อดูแลพนักงานและคนในครอบครัวให้เข้าถึงการศึกษา สาธารณสุข วัคซีนต่างๆ โดยในแต่ละปีมีการมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรหลานของพนักงาน เพราะเชื่อว่าการให้ความรู้เป็นการต่อ ยอดที่ไม่สิ้นสุด รวมถึงการพาองค์กรเดินไปในทิศทางที่เน้นเรื่องความยั่งยืน โดยทางบริษัทเพิ่งจะลงทุนไปถึง 50 กว่าล้านบาท กับการใช้โซล่าร์เซลล์ พลังงานแสงอาทิตย์ในโรงงาน จะเห็นได้ว่าเป็นการลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลไปกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของโลกที่หมุนไวใบนี้