เชื่อว่าทุกคนมีแบรนด์เสื้อผ้าในดวงใจ แต่จะมีบ้างครั้งที่แอบนอกใจไปหาแบรนด์อื่นที่มีการเปลี่ยนสไตล์เสื้อผ้าตามใจผู้บริโภค อาจจะเป็นเพราะเทรนด์การแต่งตัวที่ไหลไปตามยุค หรือความชอบที่เปลี่ยนไปมาแทบจะทุกวัน กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Fast Fashion
แต่จะมีแบรนด์หนึ่งที่ยังคงเส้นคงวา มีคอนเซปต์มินิมอลสุดแน่วแน่ของตนเอง นั่นก็คือ “UNIQLO”
Brand Story ขอเล่าให้ฟังก่อนว่า UNIQLO เป็นแบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติญี่ปุ่น ที่เกิดจาก “ร้านขายเสื้อผ้าผู้ชาย” ที่อยู่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การจะเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นก็ไม่ง่ายเลย
UNIQLO จึงต้องหา Role Model ในการทำธุรกิจเสื้อผ้าดัง ๆ อย่าง GAP ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ Tadashi Yanai ดำเนินธุรกิจอย่างเข้าอกเข้าใจผู้บริโภค อยากให้ทุกคนได้สวมใส่เสื้อผ้าที่มีคุณภาพ มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และราคาสมเหตุสมผล การถักทอทุกเส้นด้ายเกิดจากนวัตกรรมที่คิดแล้วคิดอีกของ UNIQLO เกิดเป็นคอนเซปต์ Life Wear
แน่นอนว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ UNIQLO ไม่เคยเล่าให้ทุกคนฟัง แต่วันนี้ Brand Story ได้หยิบ 8 เรื่องราวที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ของ UNIQLO ว่ากว่าจะผ่านมาได้แต่ละอย่างต้องเจอกับอะไรบ้าง? มาดูกัน!
1. UNIQLO ไม่ใช่ชื่อที่ใช้มาตั้งแต่แรก และเป็นชื่อที่เกิดจากความผิดพลาด!
ในปี 1984 UNIQLO ใช้ชื่อหน้าร้านว่า Unique Clothing Warehouse ในฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในเวลาต่อมาถูกเปลี่ยนให้กระชับขึ้น เป็นชื่อ Uni-Clo เกิดจากการรวมกันของคำว่า Unique กับ Clothing แต่ในปี 1988 เจ้าหน้าที่จดทะเบียนแบรนด์สะกดจาก C เป็น Q จึงกลายเป็น UNIQLO อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
2. ทุกการผลิตของ UNIQLO คำนึงถึงสิ่งที่ลูกค้าต้องการใส่ มากกว่าสิ่งที่บริษัทต้องการขาย
UNIQLO เกิดจากการปั้นแบรนด์ของทายาทตระกูล Yanai ที่เดิมเป็นธุรกิจเสื้อผ้าผู้ชายโทรม ๆ ในยุคหลังสงครามโลก ซึ่งญี่ปุ่นได้รับผลกระทบหนักมาก การสร้างแบรนด์ให้โตด้วยวิธีแฟร์ ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Peter Drucker นักการตลาดชาวอเมริกันว่า “เราสามารถสร้างอาณาจักรธุรกิจของเราให้มั่งคงได้ โดยที่ไม่ต้องเป็นนักธุรกิจที่คดโกง” ทุกการลงทุนของเขาจึงนึกถึงใจของผู้คนก่อนเสมอ
3. โลโก้ของ UNIQLO เป็นสีธงชาติญี่ปุ่น
โลโก้เดิมที่เปิดตัวในปี 1991 มีสีแดงไวน์เข้มและเป็นฟอนต์ตัวอักษรภาษาอังกฤษสีขาวธรรมดาเท่านั้น แต่โลโก้เดิมนั้นไม่ได้นำเสนอสิ่งที่ UNIQLO เป็นมากเท่าที่ควร ในปี 2006 จึงปรับเป็นสีแดงสดเหมือนธงชาติญี่ปุ่น และยังมีโลโก้เวอร์ชั่นตัวอักษรคาตาคานะ ชวนให้นึกถึงความเป็นดินแดนอาทิตย์อุทัย ใครเห็นก็ต้องร้องอ๋อ ว่านี่เป็นแบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติญี่ปุ่น
4. UNIQLO เคยถูกมองว่าเป็นแบรนด์คุณภาพต่ำ
ในปี 1990 ประเทศญี่ปุ่นประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ เพื่อตอบสนองประชาชนที่ต้องการสินค้าราคาถูก ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ UNIQLO จึงย้ายการผลิตทั้งหมดไปที่ประเทศจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่า มีวัสดุให้เลือกหลากหลายกว่า และยังเป็นการเพิ่มกำไรให้กับแบรนด์ แต่กลับถูกตราหน้าว่าเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่ทำจากวัสดุ คุณภาพไม่ดี จน UNIQLO ต้องกลับมาทบทวน Brand Positioning ของตนเองอีกครั้ง
5. แจ็คเก็ต Fleece กู้ภาพลักษณ์ UNIQLO
จากการทบทวนอย่างหนัก UNIQLO จึงเปิดตัวสินค้าใหม่อย่าง High Quality Fleece Jacket เป็นแจ็คเก็ตขนนุ่มที่คุณภาพดีสุด ๆ ที่ราคาสูงขึ้นมาอีกหน่อย แต่ยังคงรักษาระดับราคาที่ลูกค้าทุกคนสามารถเอื้อมถึงได้ เป็นเพราะเสื้อ Fleece ตัวนั้นที่สร้างการรับรู้ใหม่ ๆ ให้กับชาวโลก และยังได้ยอดขายที่ถล่มทลายอีกด้วย จน UNIQLO กลายเป็นแบรนด์เสื้อภาพคุณภาพดีที่มีราคาย่อมเยา ถูกใจคนทุกเพศทุกวัย
6. อดีต UNIQLO บุกตลาดตะวันตกไม่สำเร็จ เพราะขนาดและสไตล์เสื้อผ้าแบบเอเชีย
ในปี 2002 UNIQLO ได้ขยายสาขาไปยังฝั่งตะวันตกบ้าง เปิดทั้งหมด 21 สาขาในลอนดอน แต่เป็นเพราะการทำการตลาดแบบญี่ปุ่นกับแบบตะวันตกนั้นไม่เหมือนกันทั้งหมด และปัญหาไซซ์เสื้อผ้าของชาวเอเชียและชาวตะวันตกที่มีขนาดร่างกายใหญ่เล็กแตกต่างกัน ยอดขายจึงไม่ดีอย่างที่คาดหวังไว้ หลังจากนั้นไม่นาน UNIQLO ก็ทยอยปิด 16 แห่งจาก 23 แห่งในลอนดอน
นอกจากปัญหาขนาดเสื้อผ้าแล้ว จะต้องทำการบ้านเรื่องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชาวตะวันตก ด้วยสไตล์การออกแบบเสื้อผ้าที่แตกต่างอีกด้วย Yanai จึงขอความช่วยเหลือจาก Kashiwa Sato ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่น ให้เป็นผู้นำทีมออกแบบ อย่างคอลเลคชัน Charlotte Ronson, Vena Cava และ +J
อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้ละทิ้งแกนหลักของ UNIQLO ที่ยึดมั่นกับความสะดวกสบายในการสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์นี้ เพียงแต่หาวิธีให้ได้ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้นก็เท่านั้น ด้วยการร่วมงานกับศิลปินที่พวกเขาคิดว่าสามารถนำเสนอความเป็น UNIQLO ร่วมกับผลงานของศิลปินท่านนั้นได้ 100%
เมื่อรู้แนวทางการทำตลาดในต่างประเทศแล้ว ในปี 2003 UNIQLO ได้ขยายสาขาไปยังฮ่องกง เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา
7. GU เป็นแบรนด์เครือเดียวกันกับ UNIQLO
หลายคนอาจรู้แล้วว่า UNIQLO เป็นแบรนด์เสื้อผ้าของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น Fast Retailing แต่ยังไม่รู้ว่า บริษัทนี้มีแบรนด์พี่น้องของ UNIQLO ก็คือ GU นั่นเอง บางคนบอกว่าสไตล์เสื้อผ้าของทั้งสองแบรนด์นี้ค่อนข้าง ใกล้เคียงกัน ซึ่งเมื่อดูแล้วก็คล้ายกันจริง ๆ เพียงแต่ว่า GU เป็นแบรนด์ Fast Fashion ที่มีราคาถูกกว่า ตามเทรนด์ มากกว่า UNIQLO สินค้าเน้นเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบเสื้อผ้าสไตล์มินิมอล
8. UNIQLO ติด Top 10 แบรนด์เสื้อผ้าที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก
UNIQLO เป็นแบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่นเพียงแบรนด์เดียว ที่ติด 1 ใน 10 อันดับแบรนด์เสื้อผ้าที่มูลค่าสูงที่สุดในโลก ปัจจุบันมีมูลค่า 9,640 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นรองจากบริษัท Fast Fashion สัญชาติสวีเดนอย่าง H&M และ ZARA จากสเปน
FYI : ปัจจุบัน UNIQLO มีสาขา 2,394 แห่งทั่วโลก (อัปเดตข้อมูลจากเดือนสิงหาคมปีนี้) มีสาขาในประเทศญี่ปุ่นมากกว่า 800 สาขา
