ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดเสื้อผ้าแฟชั่นอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล 2026 Thailand’s Most Admired Brand ในหมวด “สินค้าอุปโภค” กลุ่ม “เสื้อผ้า Fashion” ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นยังได้รับรางวัลพิเศษ “Brand Impact Award” สะท้อนความสำเร็จในการสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคชาวไทย พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านพลังของเสื้อผ้า ภายใต้ปรัชญา “LifeWear” ซึ่งเป็นแกนกลางสำคัญในการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จของยูนิโคล่ (ประเทศไทย) เกิดจากการสั่งสมความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปี ในประเทศไทย ภายใต้ปรัชญา “LifeWear” ซึ่งเป็นมากกว่าเสื้อผ้า แต่หมายรวมถึง “คุณภาพเพื่อชีวิตที่ดีกว่า” โดย คุณเขมจิรา เทศประทีป ผู้อำนวยการการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ฉายภาพความสำเร็จที่ทำให้ ยูนิโคล่ (ประเทศไทย)ครองใจผู้บริโภคว่า
“เราไม่ได้มองแบรนด์ของเราเป็นแค่แบรนด์เสื้อผ้าอย่างเดียว แต่ยูนิโคล่พัฒนาเรื่อง LifeWear สินค้าภายใต้ปรัชญา LifeWear ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการออกแบบที่สวยงาม แต่หัวใจหลักคือการผลิตเสื้อผ้าคุณภาพสูงเพื่อยกระดับชีวิตของผู้สวมใส่ให้ดีขึ้น และไม่ได้มุ่งเน้นการผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองกระแสแฟชั่นที่มาและไปอย่างรวดเร็ว แต่เน้นย้ำเรื่องความทนทาน ลูกค้าสามารถใช้งานเสื้อผ้าได้ยาวนาน ซึ่งเมื่อลูกค้าได้สัมผัสและมีประสบการณ์การใช้งานเสื้อผ้าคุณภาพเหล่านั้น จึงกลายเป็นจุดเด่นที่สร้างความแตกต่างจากแบรนด์อื่นในตลาดอย่างชัดเจน”
ความมุ่งมั่นในการส่งมอบ LifeWear สะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผสานนวัตกรรมเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์และสภาพอากาศ ยกตัวอย่าง เช่น สินค้ากลุ่ม PUFFTECH เสื้อกันหนาวที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการเสื้อผ้าที่บางเบาแต่ให้ความอบอุ่น และดูแลรักษาง่าย สามารถซักทำความสะอาดในเครื่องซักผ้าได้ โดยยังคงรูปทรงเดิม
คอลเลกชันล่าสุดอย่าง Ultra Stretch AIRism UV Protection ที่ผสมผสานฟังก์ชันป้องกันแสงแดด ซึ่งมาพร้อมความยืดหยุ่น (Stretch) และความเย็นสบาย (AIRism) เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ยังคงต้องการความคล่องตัวความสม่ำเสมอ
อีกจุดแข็งสำคัญของยูนิโคล่ (ประเทศไทย) คือการสร้างจุดสมดุลระหว่าง “คุณภาพ” และ “ราคา” คุณเขมจิราอธิบายว่า “เราไม่ได้เน้นเรื่องราคาที่ต่ำที่สุด แต่เราเน้นคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ซึ่งทำให้เราเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่ม Mass ในขณะเดียวกันลูกค้ากลุ่ม Premium ที่มองหาสินค้าคุณภาพดี เขาก็เข้าถึงเราได้เช่นกัน นี่น่าจะเป็นจุดที่ทำให้เราแตกต่างจากแบรนด์อื่น”
ในฐานะผู้นำ ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ไม่ได้มองเรื่องของการพัฒนาเสื้อผ้าเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่ดีกว่า แต่ยังสามารถสร้าง Brand Impact กับผู้บริโภคได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งคุณเขมจิราย้ำว่า กุญแจสำคัญคือ “ความสม่ำเสมอของแบรนด์” ที่ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งการนำเสนอสินค้าคุณภาพสูง การสื่อสารแบรนด์อย่างจริงใจทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ รวมถึงหน้าร้าน โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง อีกทั้งการเปิดตัวแคมเปญต่างๆ ที่สะท้อนความเรียบง่าย ทั้งหมดเกิดจากการสะสม “ประสบการณ์” ที่ดีให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นความไว้วางใจ จากการขับเคลื่อนด้วย Data และ Consumer Insight เพื่อประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ
“ยุคที่ข้อมูลคือขุมทรัพย์ เราให้ความสำคัญกับการนำ Data และ Consumer Insight มาใช้เป็นเข็มทิศในการดำเนินธุรกิจ โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อหาความต้องการที่แท้จริงและค้นหา Pain Point ของลูกค้า ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ปรับปรุงสินค้าเดิมหรือคิดค้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น”
นอกจากการพัฒนาสินค้า ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) นำ Insight มาปรับปรุงบริการและการจัดวางสินค้า ทั้งหน้าร้านและบนเว็บไซต์ เพื่อให้ลูกค้าเลือกซื้อได้ง่ายและตรงใจที่สุด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในด้านบริการ คือการนำระบบ Self-checkout เข้ามาใช้งานซึ่งสะท้อนการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่คุ้นเคยกับการจัดการด้วยตัวเองและช่วยลดเวลาในการรอคิว เพิ่มความสะดวกสบายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบันจำนวนสาขายูนิโคล่ที่มีบริการ Self-checkout มีอยู่ถึง 16 สาขา

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งมิติที่สะท้อนความแข็งแกร่งของยูนิโคล่ (ประเทศไทย) คือการให้ความสำคัญกับ Sustainability หรือการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ซึ่งยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ผนวกเรื่องนี้เข้าเป็นหนึ่งในโครงสร้างของธุรกิจอย่างแท้จริง
“ในฐานะที่เราเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาด เราต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจ หลักการความยั่งยืนจึงถูกนำมาใช้ตลอด Supply Chain ตั้งแต่การออกแบบ การคัดเลือกวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงกระบวนการหลังการขาย เราส่งเสริมการยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าผ่านแนวคิด RE.UNIQLO ซึ่งประกอบด้วยเรื่องของ Recycle, Reuse, Reduce โดยมีโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากมาย ซึ่งเราทำอย่างต่อเนื่อง”
โครงการที่โดดเด่นและสร้างอิมแพคอย่างมากสำหรับยูนิโคล่ (ประเทศไทย) คือ “Warmth for All” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ RE.UNIQLO ที่มุ่งส่งเสริมการนำเสื้อผ้ากลับมาใช้ซ้ำ ผ่านการรวบรวมและส่งต่อเสื้อผ้าให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือและพื้นที่ห่างไกลบนภูเขา ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็น และมีภูมิอากาศที่หนาวเย็นกว่าบริเวณอื่นๆ

โดยยูนิโคล่ดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรต่างๆ ได้แก่ มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิบ้านร่มไทร และ UNHCR ประเทศไทย เพื่อให้การส่งต่อเสื้อผ้าบริจาคเข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้อย่างทั่วถึง ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ปีที่ผ่านมาสามารถส่งมอบเสื้อผ้าได้มากเกือบ 67,000 ชิ้น
รวมถึงการต่อยอดโครงการระดับโลก “The Heart of LifeWear” ซึ่งมีเป้าหมายในการบริจาคไอเทมฮีทเทคและแอริซึ่มจำนวน 1 ล้านชิ้น ให้แก่ผู้ลี้ภัย เด็ก ผู้ประสบภัย บุคลากรด่านหน้า และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการบริจาคเสื้อฮีทเทครวมจำนวน 15,000 ชิ้น ให้แก่มูลนิธิบ้านร่มไทรและมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งมูลนิธิบ้านร่มไทรได้นำเสื้อฮีทเทคไปให้ความช่วยเหลือชุมชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านบนพื้นที่ภูเขาห่างไกลในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ยังคงเผชิญกับความยากลำบาก เนื่องจากความห่างไกลจากตัวเมืองและการเข้าถึงทรัพยากรอันจำกัด

ทั้งนี้ ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ยังมีโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนอย่างหลากหลาย อาทิ Happy Gloves: ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก ร่วมกับโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งมอบผ้ารีไซเคิลจากเสื้อผ้าบางส่วนที่ไม่สามารถส่งต่อเพื่อบริจาคในโครงการ RE.UNIQLO ใช้เป็นวัสดุหลักในการผลิตถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการและการเรียนรู้ของผู้ป่วยเด็กพิการทางสมอง (Cerebral Palsy) และมอบถุงมือจำนวน 1,000 คู่ ให้แก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อมอบให้แก่ผู้ป่วยเด็กพิการทางสมอง

อีกทั้งร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร เปิดตัว UNIQLO Clothing Corner หรือมุมแบ่งปันเสื้อผ้าจากยูนิโคล่ เพื่อนำเสื้อผ้าบริจาคสภาพดีไปกระจายผ่านศูนย์ Food Bank ให้แก่กลุ่มผู้เปราะบางที่มาใช้บริการ ซึ่งตั้งเป้าขยายให้ครบ 50 เขตภายในปี 2573
การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและสังคมเหล่านี้ถือเป็นการสร้าง “Emotional Connect” หรือความผูกพันทางอารมณ์กับผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจประเด็นเหล่านี้มากขึ้น ทำให้แบรนด์ยูนิโคล่เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกับสังคม
เมื่อมองไปข้างหน้า ความท้าทายของ ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ไม่ได้หยุดอยู่แค่การแข่งขันด้านยอดขาย แต่คือการมุ่งมั่นที่จะเซตมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภคตลอด 15 ปีในไทย ยูนิโคล่ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์เสื้อผ้า แต่มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และไลฟ์สไตล์ของคนไทย เพื่อทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้นผ่านปรัชญา LifeWear และพร้อมที่จะก้าวเดินและเติบโตเคียงข้างสังคมไทยต่อไปอย่างยั่งยืน