กระแสการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะมีความตื่นตัวเรื่องของมลภาวะซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสภาวะโลกร้อน ทำให้หลายๆประเทศมีมาตรการผลักดันการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย บริษัทรถยนต์ต่างๆ ต้องหันมาใส่ใจกับรถยนต์ไฟฟ้าตามการเปลี่ยนแปลงของนโยบายของรัฐบาลในระดับโลก อย่างสองยักษ์ใหญ่ในจีนอย่าง BYD และ GWM ที่กำลัง start an engine ลุยครองตลาดรถยนต์โลก

BYD (ย่อมาจาก Build Your Dreams) ก่อตั้งปี 1995 โดย Wang Chuanfu เริ่มต้นมาจากบริษัทผลิตแบตเตอรี่โทรศัพท์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน เมื่อปี 2002 บริษัท BYD เข้าซื้อบริษัทรถยนต์ Tsinchuan Automobile เข้ามาเป็นบริษัทลูก แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “BYD Auto”
BYD ได้ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์รถ EV ที่ขายดีที่สุดในโลก ในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมามียอดขายรถประเภทBEV และ PHEV ทั่วโลกรวม 162,216 คัน เพิ่มขึ้น 224% จากปีก่อนหน้า ทำสถิติใหม่ยอดขายสูงสุดในหนึ่งเดือน
นอกจากนี้ BYD ยังเป็นหนึ่งในหกค่ายรถยนต์ที่ร่วมประกาศจุดยืนยุติการผลิตรถรุ่นเครื่องยนต์สันดาปในปี 2583 สอดรับกับเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสีเขียวของจีน
BYD ได้เข้ามาทำตลาดรถ EV ในประเทศไทย ลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดินขนาด 600 ไร่ กับ WHA Group ลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ในนิคมอุตสาหกรรม WHA ระยอง 36 คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในปี 2567 ด้วยกำลังการผลิต 150,000 คันต่อปี เพื่อส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มอาเซียนและยุโรป
สำหรับยอดขายรถพลังงานใหม่ภายในปี 2022 นี้ BYD ได้ตั้งเป้าไว้ที่ 1.2 ล้านคัน โดยแบ่งเป็น รถ BEV ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนล้วนๆ 600,000 คัน และรถประเภท PHEV รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่ใช้พลังงานขับเคลื่อนทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง และมอร์เตอร์ไฟฟ้า 600,000 คัน
BYD ได้เปิดตัว BYD ATTO 3 ในฐานะน้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในตลาด ได้เริ่มเปิดจองและส่งมอบรถยนต์ล็อตแรกได้ทันทีวันที่ 1 พย. ที่ผ่าน โดย BYD โดดเด่นในเรื่องของวัสดุต่างๆ ที่ให้มาเหนือกว่าคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน ทั้งเรื่องของงานประกอบตัวรถ, ขนาดตัวรถ, ออปชั่น และที่สำคัญเรื่องของแบตเตอรี่ที่ได้รับที่ทาง BYD ผลิตเองทำให้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม อีกทั้งไม่มีการเปิดรับจองทางออนไลน์ ลูกค้าต้องเดินทางไปที่โชว์รูมเอาเองเพื่อจองรถ มียอดจองในไทยภายใน 24 ชม.2,507 คัน โดยในบางสีมีคิวรอส่งมอบยาวไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2566 เป็นที่เรียบร้อย
GWM (ย่อมาจาก Great Wall Motor) ก่อตั้งปี 1984 โดย Wang Fengying เริ่มต้นมาจากการผลิตรถบรรทุก ที่มีจุดเด่นด้านความทนทาน เมื่อปี 1998 ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของตลาดรถ Pickup ในจีนได้สำเร็จ และขยายไปสู่ประเภทรถยนต์อื่นๆ เช่น SUV
อีกหนึ่งความสำเร็จของ GMW คือ การเป็นค่ายรถยนต์รายแรงของจีนที่ได้ IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในปี 2003 และยังเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ในปี 2011 อีกด้วย
นับตั้งแต่เริ่มเปิดตัวแบรนด์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนก.พ.2564 จนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาได้ประกาศความสำเร็จฉลองการผลิตรถยนต์คันที่ 10,000 ออกจากโรงงานที่จังหวัดระยอง ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ GWM พยายามยกระดับคุณภาพการผลิต เพื่อส่งมอบยานยนต์ไฟฟ้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน
โรงงานอัจฉริยะของ GWM ที่จังหวัดระยอง ครอบคลุมพื้นที่ 412 ไร่ มีศักยภาพการผลิตแบบเต็มกำลังอยู่ที่ 80,000 คันต่อปี นับเป็นฐานการผลิตเต็มรูปแบบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากโรงงานในประเทศจีน และจะเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับรถยนต์พวงมาลัยขวาโดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV)ของภูมิภาคอาเซียน โดยวางสัดส่วนจำหน่ายภายในประเทศ 60% และส่งออก40%
GWM มีการใช้นโยบาย “ONE PRICE” ที่มีการกำหนดราคาเดียวในทุกช่องทาง มีมาตรฐานการบริการ ขั้นตอนการซื้อ และโปรโมชั่นเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด โดยทุกสิ่งจะปรากฏอย่างโปร่งใสบน GWM Application และบนเว็บไซต์ทางการของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกรถซื้อรถได้จากทุกแห่ง ทุกช่องทาง และได้รับข้อเสนอที่เป็นธรรม รวมไปถึงบริการที่เป็นเลิศในบรรทัดฐานเดียวกันอีกด้วย
นอกจากนี้ GWM ยังได้รวบรวมสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่มีอยู่ในประเทศเกือบ 600 แห่งมาอยู่ในแผนที่การชาร์จใน GWM Application ครอบคลุมสถานีชาร์จสาธารณะของไทยมากกว่า 50% และมีเป้าหมายในการขยายสถานีชาร์จประจุไฟฟ้า หรือ G-Charge ให้ได้ 55 แห่งภายในปี 2565 นี้