เชื่อว่าทุกคนรู้จักเชนร้านอาหาร Casual Dining Western Food ขึ้นห้างฯ อย่าง “ซิซซ์เล่อร์ (Sizzler)” ที่มีชื่อเสียงด้านเมนูอาหาร คุณภาพของวัตถุดิบ รวมถึงบรรยากาศอันแสนอบอุ่น ทำให้ซิซซ์เล่อร์เป็นแหล่งนัดรวมร่วมโต๊ะอาหารเพื่อสุขภาพที่หลายคนโปรดปราน จึงสามารถกล่าวได้ว่าซิซซ์เล่อร์เน้นมอบประสบการณ์บริการ “ภายในร้าน”
กระทั่งการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่นอกจากจะทำให้คนใช้เวลานอกบ้านน้อยลงแล้ว แต่ยังเปลี่ยนพฤติกรรมการออกมาทานข้าวนอกบ้านอีกด้วย ทำจุดยืนมอบประสบการณ์ภายในร้านของซิซซ์เล่อร์เริ่มสั่นคลอน ซิซซ์เล่อร์จึงต้องขยับขยายพื้นที่สร้างเม็ดเงินให้กับตนเอง ด้วยการปั้นโมเดลธุรกิจนอกร้านขึ้นมาตอบไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ซึ่งทำให้ธุรกิจการเติบโตของซิซซ์เล่อร์ค่อย ๆ ดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และ 4 แต่ก็ยังมีความท้าทายใหม่ ๆ เข้ามาทำให้ซิซซ์เล่อร์เตรียมรับมือ
อย่างไรก็ตาม ซิซซ์เล่อร์ยังคงมองหาวิธีปรับเกมการทำตลาด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ศูนย์การค้าใหม่หลายแห่งกำลังเปิดตัว แต่การจะเข้าไปชิงพื้นที่ในการขยายสาขาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เมื่อแต่ก่อน เนื่องจากปัจจุบันมีผู้เล่นหน้าใหม่มากมายที่จ้องจะแย่งชิ้นเค้กในสมรภูมิธุรกิจร้านอาหาร ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หันมาสั่งอาหารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น หากจะบอกว่าการกลับมานั่งกินในร้านส่งผลให้ซิซซ์เล่อร์เติบโตขึ้น ก็คงจะตอบได้อย่างไม่เต็มปาก
ดังนั้น วิธีที่ซิซซ์เล่อร์จะเอาตัวรอดในสนามรบนี้ ไม่ใช่การเพิ่มหรือลดราคา แต่ก็เป็น “การปรับเปลี่ยนตามความต้องการของลูกค้า” ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่ซิซซ์เล่อร์ใช้มาตลอด
“สิ่งสำคัญที่ทำให้ซิซซ์เล่อร์สามารถเติบโตและครองใจผู้บริโภคได้มาอย่างยาวนาน คือการไม่หยุดคิดค้นและรังสรรค์เมนูใหม่ ๆ ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งอาหารจานหลัก และสลัดบาร์สุดพิเศษที่รังสรรค์จากวัตถุดิบระดับพรีเมียม” นายกรีฑากร ศิริอัฐ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และการเงิน บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว

กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับลูกค้านาน ๆ ต้องตามเทรนด์
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองมากขึ้น ซิซซ์เล่อร์จึงถือโอกาสปรับโฉมร้านให้สอดคล้องเทรนด์รักสุขภาพ และขยายสาขาใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Healthy Food Happy Mood” โดยเน้นร้านพื้นที่ขนาดกลาง มาพร้อมดีไซน์ใหม่ทั้งในส่วนของรูปแบบร้าน และเมนูอาหารรวมถึงสลัดบาร์พรีเมียม เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงในแต่ละพื้นที่ให้มากขึ้น และเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ในฐานะร้านอาหารเพื่อสุขภาพ โดยจะมีทั้งหมด 61 สาขาทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้
อย่างที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้น ว่าจุดเด่นของซิซซ์เล่อร์คือการมอบประสบการณ์นั่งรับประทานในร้าน จึงมุ่งขยายสาขาไปตามพื้นที่ต่าง ๆ แต่ซิซซ์เล่อร์ก็ไม่ได้หยุดไว้ตัวเองไว้ที่ร้านอาหาร Casual Dining ยังต่อยอดไปสู่โมเดลธุรกิจอื่น ๆ ที่ตอบสนองพฤติกรรมนิยมสั่งอาหารมารับประทานที่บ้าน อาทิ บริการแบบเดลิเวอรี่ สั่งกลับบ้าน หรือซิซซ์เล่อร์ทูโก (Sizzler To Go) ทั้งในรูปแบบ Stand Alone Kiosk และแบบ Grab & Go ที่ส่งผลให้ซิซซ์เล่อร์เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
เข้าตามตรอก ออกไปหาฐานลูกค้าใหม่
หากกล่าวถึงร้านอาหารที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็น “King Of Salad” หลายคนก็คงจะนึกถึงสลัดบาร์ฉ่ำ ๆ ของซิซซ์เล่อร์ จนกลายเป็นจุดแข็งของซิซซ์เล่อร์ในที่สุด แต่ซิซซ์เล่อร์เองก็อยากจะสร้างภาพจำใหม่ ๆ บ้าง ด้วยการเอาใจสายชอบทานเนื้อที่เน้นโปรตีน รังสรรค์เป็น 3 เมนูเฟสทีฟ ประกอบไปด้วย สเต็กหมูโทมาฮอว์ค, สเต็กเนื้อบีฟลอยน์และกุ้งลายเสือ และสเต็กเนื้อไพรม์ริบ
ซึ่งทั้งหมดเป็นเนื้อวัวพรีเมียมจากออสเตรเลีย เป็นเมนูประจำเทศกาลให้ลูกค้าได้ลิ้มลอง คาดว่าการเปิดตัวเมนูเฟสทีฟนี้จะช่วยกระตุ้นยอดขายภาพรวมเติบโตขึ้น และยังเป็นการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความหรูหรามากกว่าเดิม
“ในช่วงปลายปี ถือเป็นอีกช่วงเวลาไฮซีซั่นที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีแนวโน้มจับจ่ายเพิ่มสูงขึ้น เนื่องด้วยเป็นช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองมากมาย ซิซซ์เล่อร์จึงได้คิดค้นและรังสรรค์เมนูใหม่ เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษในการรับประทานอาหารตลอดช่วงเวลาดังกล่าวให้กับลูกค้าครบจบในมื้อเดียว” นายอนิรุทร์ เดวิด คอลลินส์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสแอลอาร์ที จำกัด (ซิซซ์เล่อร์) ในเครือ เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว

สลัดบาร์ + E-Member = นิพพาน
กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ร้านค้าต่าง ๆ จะมีระบบลูกค้าสมาชิก เพื่อนำข้อมูลการเลือกซื้อสินค้าของลูกค้ามาพัฒนาการให้บริการ และนำมาใช้ต่อยอดทำมาร์เก็ตติ้งใหม่ ๆ อย่างซิซซ์เล่อร์เองก็มีการพัฒนา Loyalty Program E-Member ระบบสะสมแต้มออนไลน์ ผ่าน Line OA โดยมีให้เลือก 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ Green, Gold และ Diamond Member
ลูกค้าที่สมัครจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย ซึ่งหนึ่งข้อที่พบว่าเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่าง E-Member ทั้ง 3 ระดับนี้ คือการนำจุดแข็งอย่างสลัดบาร์มาร่วมเป็นสิทธิพิเศษ สู่ “บุฟเฟต์สลัดบาร์ในราคา 159 บาท จากเดิม 199 บาท”
ย้อนกลับสู่คำถาม ทำไมสลัดบาร์เป็นจุดแข็งของซิซซ์เล่อร์? อธิบายก่อนว่าซิซซ์เล่อร์เป็นแบรนด์ร้านอาหารที่มีการทำการบ้านจากการรับฟังความต้องการของลูกค้าเสมอ โดยเฉพาะสลัดบาร์ที่ถูกอกถูกใจใครหลายเป็น เป็นแหล่งกำเนิดความสร้างสรรค์ของเมนูผักสด และแน่นอนว่าในหลุมสลัดบาร์ไม่ได้มีแต่ผักหรือสลัดเดรสซิ่งเดิม ๆ แต่ยังเพิ่มวัตถุดิบใหม่ ๆ เข้าไปให้ลูกค้าได้ลองอีกด้วย ซิซซ์เล่อร์จึงมีฐานลูกค้าที่เป็นแฟนคลับสลัดบาร์ที่เหนียวแน่นมากเลยทีเดียว
เห็นเช่นนั้นแล้ว ซิซซ์เล่อร์จึงนำสลัดบาร์ยอดฮิตเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในสิทธิพิเศษที่ลูกค้าหลายคนใจอ่อนยอมสมัคร E-Member จนมียอดสมาชิกเพิ่มขึ้น 40% จนมีจำนวนสมาชิกทะลุ 2 แสนรายในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา และเป้าหมายตัวเลข E-Member ภายในปี 2566 ที่ซิซซ์เล่อร์วางไว้คือ “เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว”
หากจะสรุปว่าการปรับเกมรบของซิซซ์เล่อร์ มี “ผู้บริโภค” เป็นหัวใจสำคัญก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะทุกอย่างที่ซิซซ์เล่อร์มี ล้วนมาจากประสบการณ์ของลูกค้าที่นั่งรับประทานภายในร้านของซิซซ์เล่อร์ และซิซซ์เล่อร์เองก็นำความต้องการของลูกค้ามาพัฒนาการให้บริการในทุก ๆ ด้าน ถึงแม้ว่าจะต้นทุนสูงขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจ แต่ซิซซ์เล่อร์ยังคงคุณภาพของอาหารทุกมื้อของลูกค้า และมีการปรับราคาในระดับที่ลูกค้าสามารถเอื้อมถึง
สุดท้ายแล้ว สิ่งท้าทายสำหรับซิซซ์เล่อร์ไม่ใช่กำลังซื้อของลูกค้า แต่เป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ยากจะคาดเดาได้ ซิซซ์เล่อร์จึงมุ่งยกระดับมื้ออาหารของลูกค้าให้มีความพรีเมียมขึ้น และปรับเปลี่ยนการทำตลาดไปตามเทรนด์ ดังนั้น โจทย์ต่อไปของซิซซ์เลอร์ คือ “ปรับเกมอย่างไร ให้ที่ไม่สูญเสีย DNA ความเป็นซิซซ์เล่อร์?” ต้องรอติดตามกันต่อไป