ตลาดร้านอาหารประเภท Quick Service Restaurant หรือ QSR ในบ้านเรา มีมูลค่าประมาณ 40,000 ล้านบาท ในจำนวนนั้น กว่าครึ่งหรือกว่า 2 หมื่นล้านบาท จะเป็นอาหารประเภทไก่ทอด ที่วันนี้ 90% แชร์น่าจะเป็นของเคเอฟซีที่มีจำนวนสาขาทะลุหลัก 1,000 สาขากระจายอยู่แทบทุกจังหวัดทั่วประเทศไปแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การบริโภคไก่ทอดของคนไทย กลายเป็น Everyday Occasion ที่สามารถบริโภคได้ทุกวัน ขณะที่เคเอฟซี ผู้นำในตลาดนี้ ก็เลือกใช้กลยุทธ์ราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย นั่นคือ มีราคาเริ่มต้นที่ 69 บาท
จากคำบอกเล่าของ ปิยะพงศ์ จิตต์จำนงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส QSR & Western Cuisine ผู้บริหารแบรนด์ เคเอฟซี ภายใต้การบริหารโดย บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือซีอาร์จี 1 ใน 3 ที่ได้สิทธิ์แฟรนไชส์ในบ้านเรานั้น บอกว่า เทรนด์ที่น่าสนใจก็คือ Dinning หรือการนั่งทานในร้าน จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังการระบาดใหญ่ของโควิด – 19 ผ่านพ้นไป

เขามองว่า ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารประเภทใด เรื่องของการพบปะสังสรรค์ผ่านมื้ออาหาร ถือเป็นไลฟ์สไตล์อย่างหนึ่งของคนไทย ทำให้การนั่งทานที่ร้าน จะกลับมาคึกคักมากขึ้นหลังจากนี้ไป อย่างไรก็ตาม การที่จะดึงคนให้เข้ามานั่งทานที่ร้านมากขึ้นนั้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การส่งมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์พวกเขาไปได้ โดยประสบการณ์ที่ส่งมอบอาจจะทำผ่านการครีเอทเมนูใหม่ๆ หรือการดีไซน์ร้านในรูปแบบใหม่ๆ รวมถึงการนำดิจิทัลเข้ามาให้บริการ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่
“เรามีโมเดลร้านใหม่ๆ ที่พร้อมนำมาทดลองเปิด ทั้งในปีนี้ และปีหน้า โดยร้านในรูปแบบใหม่นี้ จะเข้ามาเพื่อมาตอบสนองความสะดวกสบายของลูกค้า และการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น (Easy and Convenience) เช่น โมเดล พาร์ค แอนด์ โก (Park and Go) อีกทั้งยังมองหาพื้นที่ใหม่ๆ ที่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจเดลิเวอรี่และออมนิชาแนล และจะตอบโจทย์การขยายเวลาการให้บริการ (Operating Hour) เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่ทานดึก ซึ่งจะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะสามารถช่วยเพิ่มการเติบโตของธุรกิจ เคเอฟซี ได้”
เขายังเสริมอีกว่า ในปีนี้ มีการขยายสาขาเพิ่มจำนวนกว่า 20 สาขา และคาดว่าภายในสิ้นปีจะมีจำนวนสาขารวมมากกว่า 320 สาขา และแผนของปี 2566 ตั้งเป้าเปิดจำนวนกว่า 30 สาขา หรือประมาณ 10% ของจำนวนสาขาเดิม พร้อมกันนี้ยังมีการเดินหน้าปรับโฉมร้านใหม่ ทั้งรูปแบบ ดีไซน์ และคอนเซ็ปต์ให้ทันสมัย โดนใจ รวมถึงการนำเอา KFC Application เข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าด้วยเช่นกัน เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปให้มากที่สุด ด้วยการร่วมมือกับ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ในด้านความคิดริเริ่มใหม่ ๆ
การขยายสาขาด้วยโมเดลที่หลากหลายนี้ จะเป็นการปรับกลยุทธ์เพื่อรับกับเทรนด์ที่เปลี่ยนไปของตลาดโดยเฉพาะในเรื่องของการขายที่วันนี้ ร้านไก่ทอดไม่ได้มีเพียงแค่การนั่งทานในร้าน แต่ยังก้าวไปสู่การขายแบบ Multi Channel ที่มีมากกว่า 1 ช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทานที่ร้าน เทคอะเวย์ หรือเดลิเวอรี่ ซึ่งเคเอฟซีที่ทำตลาดโดยซีอาร์จีนั้น จะมีสัดส่วนการขายผ่านการนั่งทานที่ร้านและเทคอะเวย์ประมาณ 75% และเดลิเวอรี่อีก 25% เป็นการปรับสัดส่วนที่ลดลงหลังจากคนเริ่มตื่นกลัวโควิดน้อยลง

“การจะเลือกเปิดโมเดลร้านแบบไหนนั้น จะขึ้นอยู่กับโลเกชั่นด้วย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ การเปิดสาขาขนาดใหญ่ที่มีที่นั่งทานในร้านเยอะ จะลดบทบาทลง และปรับเปลี่ยนมาสู่การเลือกโมเดลที่เหมาะกับแต่ละโลเกชั่น โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องมีที่นั่งจำนวนมาก เพราะมีส่วนของเดลิเวอรี่และเทคโฮมเข้ามาช่วยเสริม”
ซีอาร์จี เป็นบริษัทในเครือของกลุ่มเซ็นทรัล ทำให้มีจุดแข็งอย่างหนึ่งคือ การขยายสาขาเข้าไปในมอลล์หรือศูนย์การค้าในกลุ่มของเซ็นทรัล ทั้งเซ็นทรัลและโรบินสัน รวมถึงพันธมิตรใหม่ในเครืออย่างร้านไทวัสดุที่เริ่มนำเคเอฟซีเข้าไปเปิดในสาขามากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีสาขาที่เปิดในไฮเปอร์มาร์เก็ต และสาขาในรูปแบบสแตนอะโลน ที่เริ่มมีการปรับโมเดลในรูปแบบของการเปิดแบบ “ช้อปเฮ้าส์” หรือร้านห้องแถว ที่อาจจะมีที่นั่งทานในร้านไม่มาก แต่ใช้เป็นฐานในการทำเดลิเวอรี่ เนื่องจากสามารถเปิดได้ 24 ช.ม.โดยไม่ติดเงื่อนไขของการเปิดปิดแบบสาขาในมอลล์
ปัจจุบันเปิดไปแล้ว 2 สาขา ที่สะพานใหม่ และอินทามระ โดยสาขาในรูปแบบช้อปเฮ้าส์นี้ ในปีหน้ามีแผนจะเปิดเพิ่มจำนวนมาก เน้นไปที่ทำเลใกล้มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เป็นหลัก ส่วนในต่างจังหวัด จะใช้สาขาที่เปิดในปั๊มน้ำมัน เป็นฮับหลักในการทำเดลิเวอรี่ จึงไม่มีแผนที่จะเปิดสาขาแบบช้อปเฮ้าส์

ส่วนอีกรูปแบบของโมเดลร้านที่เริ่มลงมือทำไปแล้วก็คือ ร้านในคอนเซ็ปต์ของ “กรีน สโตร์” ที่เป็นการตอบโจทย์การใส่ใจสิ่งแวดล้อมของคนรุ่นใหม่ โดยสาขาในรูปแบบดังกล่าวเปิดที่โรบินสัน ราชพฤกษ์ ซึ่งความน่าสนใจ นอกจากการตกแต่งภายในร้านที่มุ่งเน้นไปในด้านการลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยตัวอาคารออกแบบในสไตล์นอร์ดิกให้ความรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ประกอบกับโครงสร้างร้าน และวัสดุในกระบวนการก่อสร้างที่ส่งเสริมแนวคิดเพื่อความยั่งยืน ด้วยกระจกประหยัดพลังงานในระดับสูงสุด ที่ป้องกันความร้อนผ่านกระจกในขณะที่ให้แสงส่องผ่านได้มาก, การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในด้านการประหยัดพลังงาน, การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล รวมถึงชุดพนักงานที่ตัดเย็บด้วยผ้าจากเส้นใยขวดพลาสติก ตลอดจนการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แล้ว
ร้านที่เป็นแฟล็กชิพนี้ ยังตั้งอยู่ด้านหน้าของศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ แทนที่จะตั้งรวมอยู่ภายในศูนย์เหมือนที่ผ่านมา ทำให้ สามารถฉีกกรอบในเรื่องของเงื่อนเวลาในการเปิดปิด โดยในอนาคต
ปี 2565 ที่กำลังจะปิดปีไปนี้ ซีอาร์จี ทำยอดขายของเคเอฟซีได้ 6,300 ล้านบาท เกินจากเป้าที่วางไว้ในช่วงแรกคือ 6,100 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับปี 2019 ก่อนเกิดการระบาดของโควิด ส่วนในปีหน้ามีการมองถึงการทำตัวเลขยอดขายไว้ที่ 7,000 ล้านบาท โดยยอดขายของเคเอฟซี จะมีสัดส่วนประมาณ 40% ของยอดขายของร้านอาหารในเครือทั้งหมดของซีอาร์จี ขณะเดียวกัน เคเอฟซีที่ทำตลาดโดยซีอาร์จีนี้ มีสัดส่วนประมาณกว่า 30% ของยอดขายทั้งหมดของเคเอฟซีในเมืองไทย.....