ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณภาพของประเทศขึ้นอยู่กับคุณภาพของคน และคุณภาพของคนจะเป็นอย่างไรนั้น ย่อมมาจากการหล่อหลอมในวัยเด็ก ตามที่หลายคนกล่าวว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ” นั่นเอง ดังนั้น การที่เด็กไทยจะมีสุขภาพแข็งแรง มีสมองแจ่มใส พร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้นําไปสู่ชีวิตที่มีคุณภาพในอนาคต โภชนาการที่เหมาะสมจึงนับว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก เพราะหากได้รับอาหารไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสม นอกจากจะส่งผลทางด้านร่างกายแล้วยังกระทบถึงไอคิวจึงไม่มีความพร้อมในการเรียน หรือประสิทธิภาพการเรียนรู้ไม่เป็นไปตามวัย
ประเด็นนี้ถือเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะจากที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ได้ทำการศึกษาร่วมกับองค์การยูนิเซฟในด้านภาวะโภชนาการของเด็กในประเทศไทยพบว่าอัตราของเด็กที่เตี้ยแคระแกร็น ผอมแห้ง และมีน้ำหนักเกิน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยพบว่าเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีในประเทศไทย 13% มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ในขณะเดียวกัน 8% มีภาวะผอมแห้ง และ 9% มีน้ำหนักเกิน เพิ่มจากปี 2558 ที่ภาวะเตี้ยแคระแกร็น 11% ผอมแห้ง 5% และน้ำหนักเกิน 8 % ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสมองของเด็ก สุขภาพและความเป็นอยู่ของเด็กในระยะยาว
สอดคล้องกับงานวิจัยด้านสถาบันโภชนาการจากมหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้เปิดเผยผลสำรวจภาวะโภชนาการในเด็กไทยช่วงอายุ 6 เดือนถึง 12 ปี ทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ห่างไกล พบว่าเด็กๆ เผชิญกับภาวะทุพโภชนาการหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขาดสารอาหาร หรือมีอัตราน้ำหนักเกินและโรคอ้วน โดยเฉพาะในเด็กอายุ 7-12 ปี ที่มีมากกว่า 30% ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และมีเด็กที่อายุ 6 เดือนถึง 12 ปี มากกว่า 70% ได้รับแคลเซียมไม่ถึงเกณฑ์ที่แนะนำสำหรับการบริโภคต่อวัน

โภชนาการที่เหมาะสมจึงเป็นคำตอบในการแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและมีสุขภาพดีของเด็กไทย โดยความหมายของโภชนาการที่เหมาะสมก็คือการรับประทานอาหารครบ 3 มื้อ ในแต่ละมื้อครบทั้ง 5 หมู่ และอาหารจะต้องมีความหลากหลาย และปริมาณที่พอเหมาะตามความต้องการของร่างกาย เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการตามวัย ป้องกันปัญหาทุพโภชนาการ เสริมการมีสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยเรียนเป็นช่วงที่มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว หากขาดอาหารจะมีผลกระทบต่อร่างกาย ย่อมทำให้ร่างกายเจริญเติบโตไม่เหมาะสมตามวัย มีผลต่อสมองสติปัญญา พัฒนาการการเรียนรู้ และส่งผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันโรค

จุดนี้นี่เองที่ “แอมเวย์” ใช้ความเชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพมาสนับสนุนความรู้ด้านโภชนาการเด็กไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลให้เติบโตแข็งแรงผ่าน “โครงการฟาร์มสุขภาพของหนู” โดย มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่แอมเวย์ดำเนินกิจกรรมแบบบูรณาการตอบแทนสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยจับมือร่วมทำโครงการดังกล่าวกับโรงเรียนและศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
ความเชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพที่แอมเวย์นำมาใช้เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นนั้นครอบคลุมตั้งแต่ให้ความรู้ด้านโภชนาการด้วยการทำฟาร์มเกษตรที่ปลอดภัย รวมถึงสนับสนุนทุนตั้งต้นและทุนหมุนเวียนเพื่อต่อยอดโครงการ โดยมุ่งส่งเสริมสุขภาพและโภชนาการที่เหมาะสมของเด็กในพื้นที่ห่างไกลให้มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย ภายใต้แนวคิด "เด็กได้รับโภชนาการดี มีพัฒนาการสมวัย โรงเรียนเป็นศูนย์กลางความรู้ด้านโภชนาการและการทำเกษตรผสมผสาน และขยายความเข้มแข็งสู่ชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น” ซึ่งเป็นการช่วยเหลือและสร้างองค์ความรู้ไปต่อยอดการพัฒนาวิถีชีวิตได้อย่างยั่งยืน

กิจกรรมภายใต้โครงการฟาร์มสุขภาพของหนู ประกอบด้วย กิจกรรมส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับเด็ก เรียนรู้เทคนิคการทำเกษตรแบบผสมผสานสำหรับเด็กด้วยวิธีธรรมชาติที่ปลอดภัย เรียนรู้การบริหารจัดการพื้นที่การเกษตรเพื่อปลูกพืชที่มีโภชนาการหลากหลาย เรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่ได้ลงมือทำ (Active Learning) ซึ่งเด็กๆ ได้รู้จักวางแผน คิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และเกิดความภูมิใจในผลงานของตัวเอง และส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่ตัวแทนครูและผู้นำชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ (Farm Guru) เพื่อนำความรู้ไปปรับใช้กับแผนงานของโรงเรียน ช่วยให้โรงเรียนดูแลตัวเองต่อได้อย่างยั่งยืน
โครงการฟาร์มสุขภาพของหนูในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 แอมเวย์ได้มอบความช่วยเหลือสู่ 7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร อุดรธานี เลย และบึงกาฬ ครอบคลุมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนจำนวน 22 แห่ง ซึ่งมีนักเรียนได้รับประโยชน์กว่า 1,800 คน มีตัวแทนครูและผู้นำชุมชน 110 คน ที่ได้รับประโยชน์จากองค์ความรู้ที่มุ่งส่งเสริมสุขภาพและโภชนาการที่เหมาะสมของเด็กในพื้นที่ห่างไกลให้มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย สามารถสร้างผลผลิตที่หลากหลาย เพียงพอ ได้มาตรฐานและปลอดภัย สามารถใช้วัตถุดิบมาประกอบอาหารกลางวันที่มีโภชนาการครบถ้วนให้แก่เด็กๆ และต่อยอดโดยนำผลผลิต ทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปไปจำหน่ายสร้างรายได้กลับสู่โรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ซึ่งองค์ความรู้ทั้งหลายสามารถนำไป ประยุกต์ใช้ในแผนงานบูรณาการของโรงเรียนได้ในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอด 4 ปีของการช่วยเหลือเด็กๆ ทั่วประเทศ ภายใต้โครงการฟาร์มสุขภาพของหนู ทั้งภาคตะวันตก ภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคอีสาน ครอบคลุมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนจำนวน 79 แห่ง มีนักเรียนได้รับประโยชน์ถึง 10,431 คน รวมถึงตัวแทนครู และผู้นำชุมชน 395 คน โดยมอบเงินสนุนสนุนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 7.9 ล้านบาท
มูลนิธิแอมเวย์ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับและสร้างสรรค์สังคมไทย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลให้ได้รับการช่วยเหลือและได้รับการพัฒนาคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น สร้างเสริมสุขภาพและได้รับโภชนาการอาหารที่เหมาะสมกับพวกเขาเติบโต แข็งแรง และพร้อมเรียนรู้เป็นกำลังสำคัญเพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไป
รับชมวิดีโอโครงการฟาร์มสุขภาพของหนู