โลกกำลังมุ่งหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ หลังเวทีการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ COP26 ในปีที่แล้วที่สกอตแลนด์ ต่อเนื่องมาถึง COP27 ที่จัดขึ้นในประเทศอียิปต์ สร้างอิทธิพลให้ทุกประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกประกาศเดินหน้าเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (NET ZERO)
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนให้บรรลุสู่เป้าหมายได้นั้น นอกจากกลไกด้านภาษีคาร์บอน ที่ช่วยกระตุ้นให้ทุกธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมปรับกระบวนการทำงานเพื่อลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมแล้ว ยังต้องพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีพร้อมกับพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในสังคมไทย เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นรูปธรรมและเห็นผลที่แท้จริง

นายวสุ กลมเกลี้ยง ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนากลยุทธ์และวางแผนการลงทุน บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA กล่าวว่า กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ ดำเนินธุรกิจที่เป็น “Green Product” ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ โดยแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจไบโอดีเซล กลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และกลุ่มธุรกิจแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ (Commercial EV) ที่ผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่ ลิเทียมไอออน ตลอดจนผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนประเทศไทย ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค “ASEAN BEV Hub”
“EA จับมือพันธมิตร ร่วมกันยกระดับการขนส่งแบบไร้มลพิษ และส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ “Smart Travel Smart Life” มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 เพื่อให้ผู้ขับขี่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาเลือกใช้พลังงานพลังงานสะอาดที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ทำให้ทุกวันนี้เราเห็นปริมาณยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งรถยนต์ส่วนตัว และรถโดยสารสาธารณะ บนท้องถนนมากขึ้น”

นอกจากนี้ EA ยังได้มีการรองรับปริมาณการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า “EA Anywhere” สำหรับรองรับการใช้งานของรถปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle - PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle - BEV) ซึ่งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าของ EA ถูกออกแบบมาเพื่อเหมาะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่มีปลั๊กประเภท 2 (Type 2 Socket) โดยมีการติดตั้งครอบคลุมทุกภูมิภาคไปแล้วกว่า 490 สถานี (ประมาณ 2,200 หัวชาร์จ)

ล่าสุดได้เปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่เพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในภาคการขนส่งสาธารณะและภาคโลจิสติกส์ ภายใต้ชื่อ "MINE MT 30" เป็นรถกระบะไฟฟ้าสัญชาติไทย 100% คันแรกที่มาพร้อมเทคโนโลยี Ultra-fast Charge ที่ช่วยให้การชาร์จรวดเร็วขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำรถ “MINE MT30” ไปใช้ได้หลายวัตถุประสงค์ เช่น ดีไซน์เป็น Shutter Van ให้บริการรับ-ส่ง สาธารณะหรือ Mobile Office เปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน หรือดีไซน์เป็น Camper Van ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวชอบพักผ่อนบรรยากาศธรรมชาติ และยังสามารถดัดแปลงเป็น Food Truck เพื่อขายสินค้าริมทะเล หรือถนนคนเดิน ซึ่งยานยนต์ไฟฟ้านี้จะช่วยเอื้อต่อการทำธุรกิจสมัยใหม่ มีความคล่องตัว ปลอดภัย ประหยัดพลังงานลดปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อม และผู้ประกอบการยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านเชื้อเพลิง และค่าซ่อมบำรุงรักษา
EA มีความเชื่อว่า “Green Product” จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้เร็วยิ่งขึ้น ดังนั้นการนำร่องในหัวเมืองใหญ่ๆ จึงเป็นจุดสตาร์ทที่ดีของการสร้างระบบนิเวศการขนส่งรถไฟฟ้าให้เกิดความแข็งแรง พร้อมที่จะเป็นเมืองต้นแบบและขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ทุกภูมิภาคทั่วประเทศได้ในอนาคต และพื้นที่นำร่องที่ว่านี้ก็คือเมืองหัวหินและเมืองภูเก็ต ซึ่ง EA มองว่าเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมต่อการก้าวสู่เมืองอัจฉริยะ หรือ “Smart City” ที่มีความทันสมัยในฐานะเมืองท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก (World Class Tourism Destination)

EA จึงได้มีการจับมือกับกลุ่มบริษัทพราว ผู้นำในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภท Integrated Entertainment and Resort Destination ของประเทศไทย ผลักดันการท่องเที่ยวแบบ Low Carbon ติดตั้งสถานีชาร์จ EA Anywhere ด้วยระบบการชาร์จ 2 แบบคือ AC (Normal Charge) และ DC (Fast Charge) รองรับการชาร์จด้วยความเร็วสูงซึ่งเปิดให้บริการแล้วที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ วานา นาวา หัวหิน, ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน และ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท
จากสถิติในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าใช้บริการสถานีชาร์จ EA Anywhere ทั้ง 3 แห่ง ดังกล่าว จำนวนกว่า 2,500 คัน และมีการชาร์จไฟแล้ว 16,300 กิโลวัตต์ นับได้ว่าเป็นสัญญาณที่ดีของจุดเริ่มต้นของโลก EV ที่ ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวมีเทรนด์การใช้ชีวิตเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ดังนั้น EA จึงเตรียมสถานีชาร์จให้รองรับเท่าทันต่อความต้องการชาร์จอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่จะซื้อยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นการอำนวยความสะดวกในด้านโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยานพาหนะ

นายวสุ ยังได้กล่าวถึงแผนการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าในปีหน้าว่า มีเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนบริการสถานีเป็น 3,400 หัวจ่าย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 93% เพื่อรองรับเทรนด์การใช้รถไฟฟ้าให้บริการกับประชาชนได้อย่างครอบคลุม โดยผู้ใช้บริการสามารถค้นหาสถานีได้อย่างง่ายจากแอปพลิเคชัน “EA Anywhere” ที่พัฒนาจากบริษัท พลังงานมหานคร จำกัด โดยสามารถดาวน์ โหลดและใช้งานทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android
นอกจากนี้ EA ได้พัฒนาและติดตั้งโซล่าร์เซลล์ ณ ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน คิดเป็น 1.85 เมกะวัตต์ ประหยัดพลังงานได้กว่าร้อยละ 30 หรือคิดเป็นกว่า 6-8 ชั่วโมง และยังมีแผนการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ในพื้นที่บริเวณแหล่งท่องเที่ยวของศูนย์การค้าฯ และสวนน้ำในโครงการของกลุ่มบริษัทพราว ได้แก่ อันดามันดา ภูเก็ต ณ จังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นการช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทย เดินหน้าสู่ เมืองอัจฉริยะ “Smart Travel Smart Life” และการสร้างสรรค์สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย