ปีนี้ ถือเป็นปีครบรอบ 26 ปี ในการเข้ามาเปิดร้านในไทยของวัตสัน ร้านค้าปลีกสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ซึ่งความน่าสนใจของการทำตลาดนอกเหนือจากการทำแคมเปญเฉลิมฉลองทั่วไปแล้ว ร้านค้าปลีกสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามสัญชาติฮ่องกงก็คือ การนำแนวคิดใหม่เข้ามาขับเคลื่อนแบรนด์คือ “The New Beautiful”
“The New Beautiful” ถือเป็น Brand Purpose หรือเป้าประสงค์ของแบรนด์ที่ถูกนำมาเป็นตัวขับเคลื่อสำคัญในการทำตลาดในปีนี้ โดย แนวคิดดังกล่าวเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นของกลุ่มธุรกิจวัตสัน เพื่อแสดงจุดยืนและภารกิจของแบรนด์ในการอยู่เคียงข้างเพื่อสร้างและเสริมความมั่นใจให้กับทุกคน ทุกความหลากหลาย
หากมองเข้ามาที่เป้าประสงค์ดังกล่าวแล้ว จะพบว่า มันคือนิยามของความงามรูปแบบใหม่นี้ ไม่จำกัดเพศ วัย เชื้อชาติ สีผิว หรือรสนิยมความเป็นตัวของตัวเองในทุกรูปแบบ ทุกคนมีสิทธิสวยได้ทั้งจากภายในและภายนอก และที่สำคัญ พวกเขาต้องสามารถตระหนักในคุณค่าของตัวเอง เห็นความสำคัญในตัวเอง และนำไปสู่การพัฒนาตนเอง ใส่ใจตนเอง เพื่อเพิ่มความมั่นใจและศักดิ์ศรีของตัวเอง

The New Beautiful ยังมีความหมายถึงความงามในแบบที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เราเดินหน้าให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์กันแดดที่ไม่ทำร้ายปะการัง การไม่ทดลองใดๆ กับสัตว์ การส่งเสริมสินค้าในกลุ่ม Sustainability และ Clean Beauty ต่างๆ ตลอดจนการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างสังคมไทยอย่างจริงจังต่อเนื่องมาโดยตลอด
Brand Purpose เข้ามาเป็นหัวใจสำคัญของการทำแบรนด์ในยุคปัจจุบัน เพราะแบรนด์ที่ดีที่จะทำให้ถูกผู้บริโภคจดจำ และถูกเลือกนั้น จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Purpose of Buying ของผู้บริโภค จะเห็นได้ชัดเจนว่า แบรนด์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีเป้าประสงค์ของแบรนด์ที่ชัดเจนว่าจะเข้ามาช่วยทำให้ผู้ใช้ สังคม ตลอดจนโลกใบนี้จะถูกจดจำได้ง่าย และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค แม้จะมีแบรนด์อยู่ในตลาดมากมายก็ตาม
เรื่องของ Brand Purpose ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มีมาระยะหนึ่งแล้ว ยิ่งเมื่อผู้บริโภคเรียกร้องกับแบรนด์ พร้อมกับมีความคิดว่าแบรนด์นั้นจะทำให้ตัวเองแตกต่าง และมีส่วนทำให้อนาคตของตัวเองและสังคมนั้นดีขึ้นอย่างไร การสร้าง Brand Purpose เพื่อให้มีเป้าประสงค์ในการตอบโจทย์ในเรื่องที่ว่าจึงถูกให้ความสำคัญ และพบเห็นได้มากขึ้นจากแบรนด์ใหญ่ – น้อย ทั้งที่เป็นโกลบอล และแบรนด์ท้องถิ่น

ในอดีต การตัดสินใจเลือกของผู้บริโภคนั้นไม่ยากเท่ากับปัจจุบันนี้ เนื่องจากผู้บริโภคมีตัวเลือกในการเลือกใช้สินค้านั้นๆ น้อยมาก เพราะฉะนั้นแบรนด์ไหนที่กำลังอยู่ในกระแส หรือมี Brand Awareness มากกว่าย่อมได้รับความนิยม หรือถูกหยิบออกจากเชลฟ์วางสินค้าในร้านค้าปลีกต่างๆ
แต่สำหรับปัจจุบันนี้ แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดเลยก็คือผู้บริโภคในปัจจุบันสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น ดังนั้นผู้บริโภคยุคใหม่จึงมองว่าไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้ากับบริษัทที่ทำสินค้าเพียงอย่างเดียว ตรงกันข้ามเขาอยากจะซื้อสินค้ากับบริษัทที่วางตัว อย่างเหมาะสมและรับผิดชอบต่อธุรกิจของตัวเองด้วย
ที่สำคัญ สินค้าหรือแบรนด์ที่เขาจะซื้อนั้น ต้องเป็นสินค้าหรือแบรนด์ที่ถูกออกแบบมาโดยมีเป้าหมายที่การทำให้ลูกค้า สังคม หรือโลกใบนี้ดีขึ้น มุมมองใหม่ที่เกิดขึ้นนี้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้การสร้างสินค้า หรือแบรนด์ เปลี่ยนมุมไป โดยเจ้าของสินค้าหรือนักการตลาดที่เป็นคนสร้างแบรนด์นั้น จะให้ความสำคัญกับเรื่องของการออกแบบสินค้าหรือแบรนด์เพื่อให้ผู้บริโภคมีชีวิตที่ดีขึ้น เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของผู้บริโภค ไม่ใช่เพื่อยอดขายหรือส่วนแบ่งการตลาดของแบรนด์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Brand Purpose หรือการทำ Purpose-driven Marketing กลับมานิยมอีกครั้งนั้น เป็นเพราะอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ ทำให้การสื่อสารระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคเป็นเรื่องสะดวก เข้าถึงได้ง่ายและมากขึ้น
การทำ Purpose-driven Marketing จะเข้ามาช่วยทำให้เกิด Emotional Connection หรือการเชื่อมต่อด้านอารมณ์และความรู้สึกระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้จะเป็นการปูทางไปสู่ความเชื่อใจ และความภักดีระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มมิลเลนเนียลซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่มีบทบาทต่อการทำตลาดสินค้าแทบทุกประเภท ผู้บริโภคในกลุ่มนี้ พร้อมที่จะเปลี่ยนไปใช้หรือให้การสนับสนุนแบรนด์ที่มีเป้าประสงค์ในการทำให้ตัวเอง สังคม และสิ่งแวดล้อมของโลกดีขึ้น