แนวโน้มความนิยมรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นในจีน ยุโรป และสหรัฐ โดยมี Tesla นั่งแท่นเป็นผู้นำตลาด มีผู้ผลิตจากจีน ไม่ว่าจะเป็น MG BYD ได้รับความนิยมสูงขึ้น ส่วนผู้ผลิตดั้งเดิม เช่น Toyota Ford Volkswagen ต่างก็โหมลงทุนขยายธุรกิจอย่างเต็มกำลัง
หนึ่งในคำถามที่ดูเหมือนจะสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐ คือ Tesla ซึ่งเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามาเป็นเวลานานจะรักษาตำแหน่งได้นานแค่ไหน
ในแง่หนึ่ง Tesla มีแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีฐานสาวกจำนวนมาก (คล้ายกับ Apple) นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ต้น และลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาต่อรถยนต์ 1 คันมากกว่าคู่แข่ง
ในทางกลับกัน ผู้ผลิตรถยนต์รุ่นเก่า เช่น Volkswagen ต่างกระตือรือร้นที่จะแซงหน้า Tesla ในฐานะผู้ครอบครองตลาด พวกเขามีประสบการณ์สร้างรถยนต์มากกว่าหลายทศวรรษ และกำลังลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อตามให้ทัน
Toyota และ Stellantis เป็นผู้ผลิตรถยนต์รุ่นดั้งเดิมรายใหญ่ที่สุด 2 ราย แต่ประเด็นสำคัญ คือพวกเขาผลิตรถยนต์ PHEV เท่านั้น bZ4X รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของ Toyota ยังไม่มีกำหนดวางจำหน่ายจนกว่าจะถึงปี 2023
ดูเหมือนว่า Stellantis จะยิ่งตามหลัง แม้บริษัทจะมีศักยภาพเหลือเฟือจากการเป็นผู้ผลิตแบรนด์อย่าง Jeep และ Ram Carlos Tavares ซีอีโอของ Stellantis เปิดเผยว่าบริษัทมีเป้าหมายลงทุน 36,000 ล้านดอลลาร์สำหรับการผลิตรถไฟฟ้าและซอฟต์แวร์
หันมามองตลาด EV แบรนด์เดิมๆ บางแบรนด์ ก้าวไปข้างหน้าเร็วกว่าแบรนด์อื่นๆ และโมเมนตั้มของตลาดก็กลับมาเป็นของพวกเขามากขึ้น Volkswagen ตั้งเป้าที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 22 ล้านคันภายในปี 2028 และกำลังเปิดตัวรถยนต์หลายรุ่น ได้แก่ ID.3 แฮตช์แบ็ค, ID.4 SUV และ ID Buzz (Microbus แบบคลาสสิกที่คืนชีพด้วยการเป็นรถไฟฟ้า)
ฟอร์ด ยังมีการเติบโตที่ดี โดยประกาศการลงทุน EV มูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2021-2025 โดยรถ Mustang Mach-E จำนวน 150,000 คัน ในเดือนพฤศจิกายน 2022 และมีเป้าหมายสร้างรถ 270,000 คัน ในปี 2023
ทั้งนี้ F-150 Lightning ที่โดดเด่นของ Ford มียอดจองแล้วมากกว่า 200,000 คัน คาดว่าการผลิต Lightning ตั้งแต่ปี 2022-2024 จะอยู่ที่ 15,000 คัน 55,000 คัน และ 80,000 คัน ตามลำดับ ส่วน Rivian ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของ Ford ในกลุ่มรถกระบะไฟฟ้า มีเป้าผลิต 25,000 คันในปี 2022
